Pastry tour in Paris ทัวร์ชิมขนมหวานในปารีส


Pastry tour in Paris ทัวร์ชิมขนมหวานในปารีส
 
ไปปารีสหลายครั้ง กินขนมทุกครั้ง เขียนรีวิวทุกครั้ง แต่ส่วนใหญ่หนึ่งแยกกันเขียน เช่น Angelina tea house Fou de Patisserrie BotiqueLa Maison d’Isabelle หรือรีวิวเล็กๆน้อยที่แทรกอยู่ในรีวิว “เที่ยวไปกินไปในปารีส” ซึ่งมีอยู่หลายตอน ครั้งนี้เป็นทัวร์กินอย่างเดียวจริงๆ เพราะไปปารีสรอบนี้ อากาศไม่ดี เจอฝนที่ตกมันทั้งวัน (ทั้งคืน) เดินเที่ยวไม่ได้ แต่เดินหาร้านกินได้ค่ะ ขอบอกว่าเป็นทัวร์อันตรายต่อพุงกะทิอย่างยิ่ง อิอิ แต่ก็ฟินมากค่า
 
หนึ่งชอบขนมฝรั่งเศสมาก โดยเฉพาะที่ปารีส สาเหตุที่ชอบไม่ใช่เพราะว่ามันอร่อยอย่างเดียว เพราะมีขนมฝรั่งเศสหลายตัวที่หนึ่งไม่ได้ปลื้มมาก แต่หนึ่งชอบเพราะมันคือ original มันคือ ต้นฉบับ ขนมฝรั่งเศสที่ไม่เคยกิน ไม่เคยรู้ว่ารสเป็นยังไง เนื้อขนมเป็นยังไง ขอมาชิมที่นี่ ที่สำคัญมากคือเชฟขนมหวานระดับโลกส่วนใหญ่อยู่ที่ปารีส เชฟที่นี่ฟาดฟันกันดุเดือด ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทั้งฝีมือการทำขนมที่ออกมาราวกับงานศิลปะ ทุกคนมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่ละปีจะมีดาวดวงใหม่พุ่งแรงตีความขนมในแง่ใหม่ๆ และทำขนมที่เราไม่คิดว่าจะมีในโลกนี้ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งชอบค่ะ ชอบความคิดสร้างสรรค์ ชอบความเนี้ยบ ได้เดินดูก็ได้แรงบันดาลใจและมีความสุขแล้ว โบนัสก้อนใหญ่คือ “ขนมอร่อย” ขนมหวานที่ปารีส รสไม่หวานจัดเหมือนหลายประเทศ หลายคนอาจจะบอกว่า ญี่ปุ่นขนมก็อร่อย ซึ่งหนึ่งเห็นด้วยค่ะ แต่ขนมของญี่ปุ่นที่เป็น pastry ส่วนใหญ่รากฐานมาจากฝรั่งเศส (ปารีส) แบบว่าเป็นคนชอบอะไรที่มัน original ค่ะ อิอิ

วันนี้หนึ่งจะพาทัวร์กินขนมหวาน เป็นร้านที่อยากกิน บางร้านเคยกินแล้ว (แต่ก็อยากกินอีก) บางร้านอยากกิน แต่ร้านไม่เปิด (แงๆ) บางร้านเป็นดาวรุ่งที่เพิ่งได้ยินชื่อก็มี เป็นไกด์ไลน์สำหรับใครที่อยากกินขนมหวานในปารีส แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน และกินขนมอะไรดี
 
เตรียมตัวก่อนไปกินขนม
 
1. หาข้อมูลร้านที่อย่างกิน
– อยากกินขนมร้านไหน ของเชฟคนไหนเป็นพิเศษ ลิสท์ไว้เลยค่ะ แต่ถ้าใครคิดอะไรไม่ออก ลอง google ดู “the best pastry shop in paris” ซึ่งก็จะมีขึ้นมาเพียบ ลองอ่านเป็นไอเดียดูได้
– เวลาเปิด เปิด ของร้านที่อยากกิน แต่ละร้าน เปิด เปิด วันไม่เหมือนกันนะคะ บางร้านปิด เสาร์ อาทิตย์ ด้วย
– ทำลิสท์ร้านที่อยากกิน เรียงตามลำดับว่าอยากกินร้านไหนมากที่สุด และแต่ละร้าน อยากกินขนมอะไร เพราะเวลาไปถึงร้านเราจะเห็นขนมสวยๆ เต็มไปหมดแล้วจะเลือกไ่ถูก แต่ละร้านจะมีขนม signature หรือขนมดังของเค้าอยู่แล้ว แต่…ต้องทำใจไว้ด้วยนะคะว่าไปถึงร้านอาจจะไม่เจอขนมที่อยากกินเพราะทางร้านไม่ได้ทำทั้งปีหรืออาจจะขายหมดไปแล้ว และในแต่ละฤดูอาจจะมีขนมที่ทำขึ้นมาพิเศษ มีแผนสอง แผนสามไว้เผื่อก็ดีค่ะ ถ้าไม่มีจริงๆ ค่อยเลือกสดหน้างาน
 
2. เตรียมการเดินทาง ร้านขนมแต่ละร้านไม่ได้อยู่ใกล้กัน อาจจะต้องเดินทางข้ามเขตไปมา เพื่อเป็นการประหยัด หนึ่งแนะนำให้ใช้ Navigo Pass แบบ weekly pass เพราะคุ้มมาก ยิ่งใครเดินทางไปกลับสนามบินด้วยรถไฟ RER B ยิ่มคุ้ม เพราะค่าทำบัตร 22.80 ยูโร (ราคาปี่ 2019) เดินทางได้ทุกโซน รวมทั้งไปกลับสนามบินด้วย ใครทำบัตรใหม่อาจจะโดนชาร์จเพิ่ม 5 ยูโร แต่ใครมีบัตรเก่า เอาไปเติมเงินได้เลยที่เครื่องอัตโนมัติแบบรูปด้านล่าง
 

 
วิธีการเติมง่ายมากค่ะ ทำตามที่เครื่องบอกได้เลย
 

 

รายละเอียดของ Navigo pass อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ชนิดของตั๋วรถไฟในปารีส
 
3. เตรียมท้องไปกิน อันนี้สำคัญมาก เพราะขนมแต่ละตัวสามารถทำให้อิ่มอาหารเป็นมื้อได้เลย แคลอรีไม่ใช่น้อยๆ ถ้าใครไปกันเป็นกลุ่ม ชิมกันเป็นกลุ่มจะดีมากเลยค่ะ เพราะนอกจากจะได้ชิมขนมหลายตัว ยังช่วยกันแบ่งแคลอรีด้วย 😉

เตรียมตัวกันแล้ว มาตะลุยชิมขนมกันเลยค่ะ
 
Storher

ร้านนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ เพราะ
1. เป็นร้านระดับตำนาน คือเป็น ร้านขนมที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส เปิดในปี 1730 และยังเปิดให้บริการยาวนานจนถึงปัจจุบัน
2. คุณเชฟเจ้าของร้านโปรไฟล์ไม่ธรรมดาเพราะเป็นเพสทรีเชฟของพระเจ้า Louis XV จริงๆแล้วคุณเชฟ Nicolas Stohrer เป็นชาวโปแลนด์ แต่ตามเสด็จพระนาง Marie Leszczyńska ราชธิดาของ King of Poland มาแวซายต์เพื่อแต่งงานกับเพราะเจ้า Louis XV
3.แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่สวยงามคลาสสิคมาก ภายในมีภาพวาดของศิลปินชื่อดังที่วาดภาพใน Paris Garnier opera house ด้วย คือเดินเข้าไปสวยทั้งขนมและร้านเลยทีเดียว
4.ร้านนี้เป็นต้นกำเนิดของ Baba au rhum ใครนึกภาพไม่ออก มันคือ brioche ที่แช่อยู่ในเหล้ารัม ปาดแยมแอปริคอทให้ดูเงาๆ รสจะหวานๆ เมาๆ (เพราะกลิ่นเหล้ารัมค่อนข้างแรง) ไม่ใช่ขนมที่หนึ่งปลื้มนัก บางคนเล่าว่าคุณเชฟ Storher คิดค้นขึ้นมาเอง บางคนบอกว่าคุณผู้ช่วยคิด แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้คิดค้น ต้นกำเนิดอยู่ที่ร้านนี้ ใครอยากชิมขนมตัวนี้จากร้านต้นตำหรับมาชิมได้เลย
5.Queen Elizabeth II เคยเสด็จเป็นการส่วนพระเองค์มาที่ร้านนี้ในปี 2004 เพื่อขนมโปรดของพระองค์คือ Puits d’amour ตอนที่หนึ่งไปปารีสครั้งแรก เดินผ่านร้านนี้สะดุดตา เพราะมีโปสเตอร์ของ Queen Elizabeth II กับร้านวางขายเป็นระลึก ตอนนั้นยังไม่รู้ความเป็นมาอะไร แต่ก็ทำให้เดินเข้าร้านนี้ได้ แต่หลังๆ มาไม่เห็นขายโปสเตอร์แล้วค่ะ

เห็นไหมคะ ว่าร้านนี้น่าสนใจแค่ไหน ไม่มาไม่ได้เนาะ Storher เป็นร้านเก่าแก่แต่สวย และมีขนมเยอะมากกกก ทั้งคาว หวาน ขนมปัง ละลานตาไปหมดซึ่งหนึ่งชอบดู บางครั้งถึงไม่ซื้อก็ชอบแวะไปดูค่ะ ^_^ หนึ่งเคยซื้อครัวซองค์ financier ซึ่งอร่อย แต่มารอบนี้เพื่อ Puits d’amour แต่ผิดหวังค่ะ มาไม่เคยเจอขนมเลย มาเร็วไปขนมยังไม่เสร็จ ไม่ก็มาช้าไปขนมหมดแล้ว (เสียใจ) รอบนี้ได้ชิมขนมสองตัวคือ

palmiers พัฟเพสทรีที่โรยน้ำตาลแล้วม้วนเป็นรูปทรงพิเศษ จะบอกว่าเป็นแบบผีเสื้อหรือใบตาลก็ว่าไปค่ะ เป็นขนมที่หนึ่งชอบกิน (หนึ่งชอบขนมทุกตัวในกระกูลพัฟเพสทรีค่ะ อิอิ) ความอร่อยของมันคือความกรอบ ความหอมเนย ความหวาน และอ้วนมาก 555

 

 
croissant ครัวซองต์ในปารีส ถ้าสุ่มๆซื้อมา อร่อยทุกร้านค่ะ ก็เนยเค้าดีเนอะ แต่มันจะมีความแตกต่างกันบ้างเรื่อง texture ขนม เพราะแต่ละร้านอาจจะใช้แป้งที่มีกลูเต็นต่างกัน ความนุ่ม ความเหนียวต่างกัน แต่ครัวซองค์ที่ปารีสหอมเนยทุกเจ้าค่ะ หนึ่งเคยได้ยินมาว่า 80% ของร้านขนมในปารีสที่ขายครัวซองค์ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องรีดแล้วขึ้นรูปแบบแช่แข็งไว้ก่อนเอามาอบ แต่รอบนี้ หนึ่งรู้สึกว่ารอบนี้ ร้านนี้รีดมือ เพราะหน้าตาคล้ายครัวซองค์ที่ตัวเองทำ คือมันดูไม่สวยเพอร์เฟคเวอร์ ข้างในไม่พองมาก และแอบมีรูกลวงด้วย แต่ตัวขนมอร่อยค่ะ เปลือกกรอบ บาง เนื้อขนมไม่นุ่ม และไม่เหนียว รสไม่เค็ม ไม่หวาน เป็นแบบที่หนึ่งชอบเลย
 

 

 

Stohrer
51 rue Montorgueil 75002 Paris
Métro: Le Halles, Sentier(M3), Etienne Marcel (M4)

เปิดทุกวัน 7:30 – 20:30
 
Fou de Patisserie Boutique
 
ร้านนี้เป็นร้านที่รวบรวมเอาขนมอร่อยของเชฟดังหรือร้านดังไว้ หนึ่งเคยรีวิวอย่างละเอียดไปแล้ว ไม่พูดซ้ำมากนะคะ ใครสนใจเข้าไปอ่านย้อนหลังได้ที่นี่ มาปารีสทุกครั้ง หนึ่งแวะร้านนี้ทุกครั้ง เพราะไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหาร้านเชฟดัง ในแต่ละปี แต่ละฤดู ขนมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และแต่ละวันขนมก็อาจจะไม่เหมือนเดิมตลอด อาจจะมีขนมจากร้านใหม่ หรือขนมร้านเดิมแต่ไม่ใช่ขนมตัวเดิม มารอบนี้เจอขนมจากร้านน้องใหม่ด้วยค่ะ

ขนมตัวไหน เชฟคนไหนทำ จากร้านไหน มีป้ายบอกชัดเจน
 


 
Bo & Mie ร้านน้องใหม่ แต่มีขนมในร้านหลายตัวมาก อยากกินมินเฟย แต่คือไม่แบ่งขายค่า ขายยกชิ้นเท่านั้น
 

 

 
Karamel ก็เพิ่งได้เห็นชื่อค่ะ คือเชฟกรุทาร์ตได้บางมากกก
 

 
Financiers ขนมคลาสสิคที่เห็นมีขายทุกครั้งที่มา
 

 
รอบนี้มี ispahan croissant ของคุณปิแอร์ด้วยย
 

 
สำรวจขนมไปพอหอมปากหอมคอ มาดูขนมที่หนึ่งชื้อมาชิมบ้างค่ะ

Lemon Madelaine คนฝรั่งเศสบางคนออกเสียง แมดเดเลน หรือบางคนออกเสียงควบ แมด/มัดเลน บอกไม่ถูก แต่หนึ่งจะออกเสียงแบบแรกเพราะคุ้นเคยกว่า ได้ยินบ่อยกว่า เป็นขนมคลาสสิคที่เชฟหลายคนยังทำขาย ใส่ลูกเล่นบ้าง ทำแบบคลาสสิคบ้าง หนึ่งกินแมดเดเลนเกือบทุกครั้งที่มาปารีสและพบว่า แมดเดเลนมีทั้งเนื้อแน่น เนื้อเบา แล้วแต่เชฟจะตีความหรือจะทำให้เป็นแบบไหน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่กินแล้วเหมือนขนมไข่นะคะ

Lemon Madelaine ของเชฟ Timothy Breton จากร้าน Bo and Mie ร้านขนมน้องใหม่ (แต่ดูเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงไม่เบา) กัดเข้าไปครึ่งขนม เนื้อขนมเบามาก รสหวานจากทั้งเนื้อขนมนิดๆ บวกกับไอซิ่งที่เคลือบตัวขนมซึ่งพอดิบพอดีกับรสเปรี้ยวจี้ดของไส้เลมอนที่มีรสขมนิดๆ กินด้วยกันแล้วอร่อยสดชื่นมากค่ะ

 


 

 

Cookies au beurre de cacahuètes et chocolat au lait จากร้าน Karamel โดนเชฟ Nicolas Haelewyn ร้าน Karamel เพิ่งเปิดต้นปี 2018 แต่เชฟ Nicolas Haelewyn ไม่ใช่หน้าใหม่ เพราะเป็นเชฟที่เคยทำงานที่ร้าน Ladurée ยาวนานถึง 10 ปี เชฟออกมาเปิดร้านเพื่อสร้างสรรค์ผลงานตัวเอง ที่ชื่อร้านสื่อว่าเชฟดูผูกพันกับคาราเมล และขนมที่หนึ่งเลือกมาก็มีคาราเมล ^_^
 

 

ชื่อขนมยาวเยียดข้างบนมันคือ คุ้กกี้ถั่วลิสง คาราเมลและมิลค์ช็อกโกแลต นั่นเอง หน้าตาคุ้กกี้ฉีกกฎคุ้กกี้ทั่วไปที่ทุกอย่างจะปนกันอยู่ในโดว์ แต่เชฟแยกเอาบางส่วนมาตกแต่งหน้าตา ดูวื่อวึงและน่าสนใจ ชื่อขนมฟังดูหวานใช่ไหมคะ….แต่กินรสมกันแล้วไม่หวานค่ะ

 

 

เนื้อคุ้กกี้ค่อนข้างร่วน คล้าย sable แต่ไม่ร่วนมาก
– ตัวเนื้อคุ้กกี้เองไม่หวานหวาน กลิ่นหอมเนยเบาๆ ไม่ได้เด้งจัด
– ตัวคาราเมลเป็น salted caramel ที่มีรสเค็มที่ชัด แต่ไม่เค็มมาก เนื้อคาราเมลไม่ได้นิ่มจนเยิ้ม หรือเหนียวจัดเหมือนลูกกวาด ทำออกมาได้พอดีมากค่ะ รสเค็มชัด ทำให้ความรู้สึกหวานน้อยลง อ้อ ไม่ขมนะคะ
– ถั่วลิสงกรอบ ไม่เหม็นเขียว โปะหน้ามาอย่างเยอะ
– มิล์คช็อกโกแลต ปกติมีน้ำตาลเยอะนะคะ 40-50% คาดว่ามันจะหวาน ซึ่งมันก็หวานค่ะ เชฟใส่มาเป็นชิ้นโตๆ โปะหน้าแบบจัดเต็ม

ขนมกินโดยรวมผสมกันทุกอย่าง อร่อยค่ะ ไม่หวานมาก ได้ความกรอบและรสที่เข้ากันดีจากทุกส่วนผสม ถั่วช่วยเบรคความหวานของคาราเมลและช็อกโกแลตลงไปได้อีก
 
ชูครีมวานิลลา มาปารีสกินชูครีมทุกครั้ง แต่..ถูกปากบ้าง ไม่ถูกปากบ้าง หนึ่งว่าชูครีมเป็นขนมที่มีเวลาที่จะกินให้อร่อยที่สุดสั้น เพราะมันต้องกินวันที่เปลือกอบเสร็จแล้วบีบไส้ เพราะถ้าเปลือกอบไว้นานแล้วมันจะแห้งผาก หรือถ้าบีบไส้ไว้ เปลือกก็นิ่มลง ความกรอบจะหายไป นอกจากนี้ยังต้องลุ้นไส้อีกว่าจะถูกปากไหม วันนี้เป็นตัวอย่างของ ชูครีมที่ไม่ค่อยยถูกปาก เป็นของเชฟท่านไหน ไม่แน่ใจค่ะ แต่อบออกมาได้รูปร่างหน้าตาดูน่าสนใจ
 

 
หนึ่งเลือกไว้วานิลลา กัดคำแรก เปลือกบางมาก และค่อนไปทางนิ่ม (ข้อเสียอย่างหนึ่งของการอบชูครีมเปลือกบางจัดคือ บีบไส้แล้วมันนิ่มเร็ว) เนื้อครีมวานิลลาเค้าใส่วานิลลามาแบบกลัวไม่รู้ว่ามีวานิลลา จัดเต็มมาก แต่กลับรู้สึกว่าไม่หอมมาก ตัวครีมเบา นุ่มมาก ไม่ค่อยหวาน แต่กลับเป็นว่า กินแล้วเลี่ยน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ขนมที่นุ่ม เบา และไม่หวาน ไม่ได้อร่อยเสมอไป
 

 

มีขนมอร่อยอีกหลายเจ้าเลยนะคะในร้านนี้ ใครที่ไม่มีเวลาตามล่าหาร้าน แนะนำให้มาร้านนี้ค่ะ ตอนนี้มีสองสาขา สาขาที่หนึ่งมาอยู่ที่ถนน Montorgueil (อีกสาขาอยู่ที่ 36 Rue des Martyrs)

Fou de Patisserie Boutique
45 rue Montorgueil, 75002 Paris
Métro: Le Halles, Sentier (M3), Etienne Marcel (M4)
เวลาเปิด
จันทร์-ศุกร์ 11:00-20:00
เสาร์ 10:00-20:00
อาทิตย์ 10:00-18:00
 

Bo and Mie
 
น้องใหม่ดาวรุ่งที่กำลังพุ่งแรงเพิ่งเปิดเมื่อไม่กี่ปี จริงๆ แล้วเพิ่งชิมขนมเค้าในร้าน Fou de Patisserie แต่ตามมาร้านออริจินอลเค้าด้วยเพราะมันอยู่ไม่ห่างจากกันเท่าไหร่ เดินแค่ 5-600 เมตร และหนึ่งเห็นว่าเค้ามาแรง มีขนมเค้าวางขายในร้าน Fou de Patisserie หลายตัว เลยอยากไปดูร้านต้นฉบับเค้าว่าเป็นยังไง
Bo and Mie เป็นร้านของเชฟคนรุ่นใหม่ด้วยแนวคิดคูลๆ เรียกตัวเองว่าเป็น boulangerie creative คือร้านเค้าเชี่ยวชาญชาญเรื่องขนมปัง และอยากนำเสนอไอเดียใหม่ๆด้วย (แต่จริงๆ boulangerie ขายขนมหวานด้วยนะคะ) ขนมทุกอย่างในร้านทำเองหมด ไม่มีรับจากที่อื่นมาขาย ขนมปังเค้าใช้ยีสต์ธรรมชาติ (ได้ยินว่าขนมปังเค้าดังหลายตัวด้วย แต่หนึ่งไม่ได้กิน #เป็นเด็กสายหวาน) ที่สำคัญราคาที่ไม่แพงนัก ร้านเค้าต่างจากร้านขนมอื่นๆในปารีสที่ส่วนใหญ่จะเล็กๆ เป็นร้านคูหาเดียวและให้ซื้อกลับเท่านั้น แต่ที่นี่เป็นแนวคาเฟท์ที่มีโต๊ะให้นั่งกิน แต่เป็นแบบง่ายๆ บรรยากาศชิลๆ แบบ semi-self service คือจ่ายตังค์ รับถาดอาหาร กินเสร็จ เก็บถาดให้เค้าด้วย มีอาหารเช้าและอาหารเที่ยงหรือบรันช์ง่่ายด้วย มาช่วงเช้าคนค่อนข้างเต็มเลยล่ะค่ะ
 

 

เนื่องจากหนึ่งชิมขนมบางอย่างเข้าไปที่ร้าน Fou de Patisserie Boutique มาถึงร้านเค้าหลังจากเลือกๆ เล็งๆ ก็ตัดสินใจเลือกขนมตัวนี้ค่ะ
Tarte Vanille Pécan หรือ vailla pecan tart จริงๆ เป็นตัวที่ทำพิเศษให้ร้าน Fou de Patisserie ช่วงเดือน ตค แต่หนึ่งมา พย และเค้าก็ไม่มีขายที่นั่นแล้ว แต่มีขายที่ร้านเค้าเองค่ะ

แม้ร้านเค้าจะดังเรื่องขนมปัง แต่หนึ่งก็ยังเลือกกินขนมเพราะชอบค่ะ ฮ่าๆ สำหรับ Tarte Vanille Pécan ทางร้านบรรยายว่าแบบนี้ค่ะ ganache montée ultra vanillée, praliné pecan et croustillant chocolat blanc ไม่รู้เรื่องเนอะ อิอิ หนึ่งสรุปให้คือ มันเป็น ทาร์ตที่มี pecan praline, white chocolate mousse และราดด้วย vanilla glaze

หน้าตาเค้าเป็นแบบนี้ค่ะ เม็ดดำๆ ที่เห็นคือเม็ดวานิลลานะคะ แต่เชฟราดเฉพาะหน้ามาแบบใสๆ

 

 

 

พิสูจน์ด้วยการกินเลย ตัดเข้าไปคำแรก เจอแค่สองชั้นบนคือ white chocolate mousse และ vailla glaze แต่กลับได้กลิ่นหอมละมุนๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นวานิลลา! มันคือกลิ่นซินนามอนจางๆ ประมาณเป็น hint เบาๆ หนึ่งไม่แน่ใจว่าว่าเชฟใส่ไว้ในชั้นไหน พยายามกินแต่ตัวwhite chocolate mousse อย่างเดียว ก็ไม่ใช่ ไม่ว่ามันจะมาจากไหน แต่สรุปว่ามันน่าสนใจมาก กินแล้วว้าวและเข้ากันได้ดีเลยค่ะ ตัวฐานสีเข้มๆด้านล่างที่เห็น เดาว่าเป็น croustillant praline คุ้กกี้กรอบคลุกกับพราลีนไม่ก็ช็อกโกแลต ส่วนชั้นล่างสุดคือพีแคนพราลีน แต่ไม่ใช่แบบบดนะคะ แบบมาเป็นถั่วเลย มีพีแคนแคนดี้ตกแต่งรอบๆอีก รสาติมีความซับซ้อนพอๆกับ texture อร่อยค่ะ ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ แต่พูดตรงๆว่า กินคำหลังๆ แอบอิ่ม หนึ่งกินคนเดียวค่ะชิ้นนี้ เกือบไม่หมด
 

 

 

ร้านนี้มีขนมที่น่าสนใจอีกหลายตัวนะคะ โดยเฉพาะขนมปัง ถ้าได้กลับไปปารีสอีก หนึ่งจะไปกินขนมปังเค้าค่ะ
ปล แอบบอกว่า ซื้อแมดเดเลนเค้าอีก คือติดใจ อิอิ

 

 

 

ใครสนใจติดตามผลงานขนมสวยๆ สุดครีเอทของร้านเค้า เข้าไป follow IG หรือ facebook ของเค้าได้นะคะ เห็นแว้บๆ ว่าเปิดอีกสาขาด้วย
 
Bo and Mie
18 Rue de Turbigo, 75002 Paris, France
Métro: Le Halles, Etienne Marcel (M4)
เปิดทุกวัน จันทร์-เสาร์ 7:30 -20:00
อาทิตย์ 8:00-20:00
 
Boulangerie Utopie
 
หนึ่งในร้านดังที่มักติด top ten ร้านขนมหวานในปารีส เป็นร้านที่เคยชนะรายการ France’s best bakery (La meilleure boulangerie de France) และเคยได้รางวัล The best bakery award ในปี 2016 ด้วย ดีกรีไม่ธรรมดานะคะ และความพิเศษคือ มักมีกลิ่นอายของความเป็นเอเชียหรือใช้วัตถุดิบที่เป็นของเอเชีย เช่น งาดำ ยูซุ ชาโคล ด้วย ร้านนี้หนึ่งไปถึงช่วงเที่ยงๆ คนแน่นๆ ค่ะ เห็นได้ชัดว่ามีนักท่องเที่ยวและคนโลคอลเอง ร้านเค้าบรรยากาศคล้าย Bo and Mie คือชิลๆ มีโต๊ะให้นั่งกินเล็กๆแลลสตูลอยู่ฝั่งหนึ่งของร้าน แต่ร้านเล็กกว่า

ตัวอย่างขนมแบบเบาๆ โซนขนมปังไม่ได้ถ่าย
 

 

 

หลังจากกวาดตาดูขนมอันมากมายหลายอย่าง ซึ่งน่ากินทุกอย่าง หนึ่งตัดสินใจเลือกขนมมา 2 ตัวค่ะ

 
Sesame Eclair เชฟไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นนะคะ แต่เอางาดไมาใช้ทำขนม หนึ่งเคยกินขนมฝรั่งเศสฝีมือเชฟดังคนญี่ปุ่นในปารีสแล้ว ซึ่งทำออกมาได้ดีมาก อยากลองชิมเชฟอินเตอร์ใช้วัตุดิบเอเชียบ้างว่าเชฟจะตีความยังไง

หน้าตาขนมเป็นเช่นนี้ ท้อปด้วน sesame fondant สีขาว มีเม็ดงาดำประปราย ชิ้นใหญ่นะคะ คาดว่ากินแล้วอิ่มข้าวได้ทั้งมื้อ อิอิ
 


 

กัดอั้มคำแรก เนื้อครีมงาดำคือดีมากค่ะ หอม นุ่ม ไม่หวานจัด อร่อยเลยค่ะ ปกติหนึ่งเห็นงาดำมักรวมกับ white chocolate ซึ่งมันดูหวาน แต่ของเค้าไม่หวานเวอร์แม้จะมีหน้า fondant ด้วย กินโดยรวมแล้วคือดีค่ะแอบคิดถึงบัวลอยน้ำขิง ^_^
 

 

อีกชิ้นที่เลือกมาคือ Brioche Millefeuille เห็นแล้วอดใจไม่ไหวค่ะ อิอิ หนึ่งชบอกินขนมตระกูลนี้มาก เปลือกขนมกรอบมาก ตัดกับความนุ่มและเหนียวนิดๆก็เนื้อขนมที่มี สีแดงๆไม่แน่ใจว่าเป็นราสเบอร์รีหรือสตรอเบอร์รี confit หรือแยมนะคะ แต่รสหวานๆ ไม่ค่อยมีรสเปรี้ยว และมีอัลมอนด์อบสอดไว้ประปายให้ได้เคี้ยวแบบกรอบๆ โดยรวมอร่อยค่ะ แม้ตัวไส้น้องสีแดงๆ หนึ่งว่ามันหวานไปนิดก็ตาม
 

 

 

Utopie
20, rue Jean-Pierre Timbaud, 75011 Paris
Métro: Oberkampf (M5 หรือ M9)
เวลาเปิด: เปิดทุกวัน เว้นวันจันทร์ 7:00-20:00

 
Blé Sucré
 
เป็นร้านดังคู่ปารีสมานานนะคะ คุณเชฟเจ้าของร้านเคยเป็นเพสทรีเชฟในร้านอาหารระดับดาวมิชลินมาก่อน ออกมาเปิดร้านเล็กๆ ราคาน่ารัก (ถือว่าถูกกว่าเลยล่ะถ้าเทียบกับร้านแบบบูติกในเขตใจกลางเมือง) แต่ขนมเค้าอร่อยมากกก ครัวซองค์และเเมดเดเลนร้านนี้เคยติดอันดับ 1 ของปารีสมาแล้ว หนึ่งมาร้านนี้รอบที่สองแล้ว รอบแรกจัดครัวซองค์ pain au chocolat และ Palmier ซึ่งอร่อยมากทุกตัวสมกับเคยขึ้นลิสท์นัมเบอร์วันของปารีส
 

 
ตัวอย่างขนมให้ดูเป็นน้ำจิ้ม ขนมส่วนใหญ่เป็นขนมคลาสสิคที่เรารู้จักกันดี แต่ดูน่ากินมากๆ
 

 

 
มีแมดเดเลนยักษ์ด้วย
 

 
มารอบนี้ หนึ่งมาเพื่อแมดเดเลน ( madelaine) แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ร้านเค้าอยู่ค่อนข้างไกล เลยอยากลองชิมขนมตัวอื่นบ้าง ขอบอกว่าตัดสินใจยากมากกก เพราะมีแต่ขนมน่ากิน แต่สุดท้าย เลือก lemon tart ปกติหนึ่งไม่ค่อยซื้อ lemon tart เพราะว่า หนึ่งทำกินเองได้ และเคยชิมหลายร้านทั้งในปารีส โตเกียวและเมืองไทยก็รู้สึกว่าไม่ได้ต่างจากที่ทำกินเองนัก(หมั่นไส้ได้ แต่อย่าแรงนะคะ อิอิ) แต่นี่คือเหตุการณ์ไม่ปกติ
 

 

 
กัดเข้าไปคำแรก…….เปรี้ยวจี้ดดดดด ถึงดาวอังคารเลยค่ะ เปิดทุกประสาทสัมผัส สดชื่นขึ้นมาในบัดดล พอเคี้ยวทาร์ตก็เหมือนถูกกระตุกกลับจากดาวอังคารมาสัมผัสกับตัวฐานที่กรุได้บาง กรอบ มันเกิดความบาลานซ์และอร่อยมากกกกก ขนมตัวนี้ไม่เลี่ยน 100% ไม่มีเมอแรงค์ประกอบเหมือน lemon tart เจ้าอื่น มีแค่ lemon cream กับตัวฐาน แค่ 2 อย่าง จบ ปกติหนึ่งไม่ชอบขนมที่เปรี้ยวจัดนะคะ แต่อันนี้ยอม อร่อยมาก กราบในความไม่ธรรมดาในขนมที่ดูธรรมดา

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ขนมที่เราทำหรือเคยกินคนอื่นทำแล้วคิดว่ามันอร่อยมากแล้ว มันจะมีคนทำได้อร่อยมากกว่าได้อีก แม้จะเป็นขนมที่ดูง่ายๆ ก็ตาม
บอกเลยว่าฟิน แย่งกันกินเลยค่ะชิ้นนี้ (ชิ้นก่อนหน้านี้หนึ่งกินคนเดียวตลอด 555)
 

มาถึงขนมตัวที่สอง madeleine บางคนออกเสียง แมดเดเลน หรือ กล้ำๆระหว่างแมด/มัดเลน ก้แล้วแต่นะคะ แต่หนึ่งขอออกเสียงแมดเดเลน ซึ่งสามารถสื่อสารกับคนฝรั่งเศสได้ว่าคือขนมตัวนี้ มันขนมคลาสสิคที่ยังเห็นมีในร้านขนมจนถึงปัจจุบัน บางร้านมีลูกเล่นต่างๆนานา หนึ่งกินขนมตัวนี้ทุกครั้งที่มาฝรั่งเสสและค้นพบว่า เนื้อขนมมันจะนุ่มเบาหรือนุ่มแต่แน่นหน่อยก็ได้ แล้วแต่เชฟจะสร้างสรรค์ แต่มันไม่ได้มีรสชาติเหมือนขนมไข่แต่อย่างใด

กลับมาที่แมดเดเลนของร้านนี้ เคยขึ้นท้อปลิสท์ของแมดเดเลนที่ถูกและอร่อยที่สุดในปารีสมาแล้ว หลายคนเดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อขนมตัวนี้ ไม่ชิมไม่ได้นะคะ ^_^

หน้าตาขนมเค้าไม่ได้แตกต่างจากแมดเดเลยทั่วไปนะคะ มีท้อปูดๆ มีไอซิ่งเคลือบ แต่…มีบางอย่างแตกต่าง มันคือ “กลิ่นหอม” อ่อนๆ ที่บอกไม่ถูกว่าเป็นกลิ่นอะไร ไม่ใช่วานิลลาหรืออะไรใดๆ หนึ่งเดาว่ามันเป็นกลิ่นเนยที่เฉพาะ และมันทำให้ขนมมีกล่อมหอมที่พิเศษและเป็นเอกลักษณ์มาก เนื้อขนมนุ่ม แต่ไม่เบาขนาดของร้าน Bo & Mie ยังมีความแน่นนิดๆ แม่มากให้ได้เคี้ยว เป็นขนมเพลนๆ ที่กินแล้วรู้สึกไม่ธรรมดาค่ะ

 

 

 

ใครที่อยากกินขนมคลาสสิค หรือขนมธรรมดาๆ ที่ไม่ได้วิจิตรตระการตามาก แต่อร่อย ราคาไม่แพง แนะนำให้มาร้านนี้นะคะ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ตามไป IG
 
Blé Sucré
7 Rue Antoine Vollon, 75012 Paris
Metro: Ledru-Rollin (M8)
เวลาเปิด: อังคาร – เสาร์ 7:00-19:30
อาทิตย์ 7:00-13:30
ปิดวันจันทร์

 
Pierre Hermé
 
พูดถึงขนมหวานในปารีส ถ้าไม่พูดถึงปิแอร์ เห็นจะไม่ได้ เชฟขนมหวานที่ดังมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง เจ้าของรางวัล World’s Best Pastry Chef ปี 2016 มีร้านขนมอยู่แทบจะทั่วโลก มีหนังสือขนมหวานขายทั่วโลกหลายเล่ม ใครที่ทำขนมอบน่าจะเคยได้ยินชื่อปิแอร์บ้าง ปิแอร์ได้รับขนานนามว่า “The Picasso of Pastry” จากนิตสาร Voque หนึ่งไม่แน่ใจจนกระทั่งไปที่ร้านเค้า ได้กินขนมเค้า คือ รู้สึกว่าพอจะเข้าใจ ขนมแต่ละตัวเหมือนงานศิลปะ ขนมความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ หน้าตาดี สวยเปีะ สีสันคือคิดมาแล้ว ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน รสบางรสคือ คิดได้ยังไง และขนมเค้าอร่อยทุกตัวค่ะ ใครเคยซื้อหนังสือเค้ามาทำจะพบว่า คุณปิแอร์ทำขนมง่ายๆ ไม่เป็น เพราะหลายขั้นตอนมากกก กว่าจะทำเสร็จ เห็นแล้วอยากซื้อกินเถอะ 😉 ขนมเค้าดังๆ หลายตัว (แต่ที่ดังมาก น่าจะเป็น macarons มีแบบรสเด็ดๆ หลายรส ไม่ว่าจะเป็น ispahan macarons, passion fruit)

Pierre Hermé มีหลายสาขามากๆ เช็คสาขาต่างๆ ได้ ที่นี่ แต่หนึ่งมาที่สาขาถนน Bonaparte มีขนมในใจว่าจะไปกินอะไร แต่พอไปถึง ขนมที่อยากกินไม่มีค่ะ เลยตัดสินใจหน้างาน ได้ขนมมาดังต่อไปนี้

ispahan croissant จริงๆ เคยกินแล้ว แต่เห็นอีกก็อยากกินอีก ครัวซองต์สอดไส้ราสเบอร์รีมีไอซิ่งราด หนึ่งไม่แน่ใจว่ากุหลาบอยู่ในส่วไหนนะคะ เพราะรสไม่ค่อยชัด แต่อร่อยค่ะ เปลือกกรอบนอก เนื้อขนมด้านในนุ่ม เหนียวนิดๆ ไม่หวานมากเพราะมีรสเปรี้ยวนิดจากราสพ์เบอร์รีตัด
 

 

 

2000 sheets pralined with noisettes ( Mille Feuille de Praliné) หนึ่งในขนม signature ของเชฟ ได้ชิ้นสุดท้ายมาพอดีเลยค่า (เกือบไปแล้ว อิอิ) ขอบอกว่า อร่อยมากกก ชิ้นนี้หนึ่งกินคนเดียวหมด ชอบกินมินเฟยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่า มันต้องอร่อย เพราะมันเป็นขนมที่ชิ้นใหญ่มาก และบางร้านทำได้เลี่ยนมาก แต่สำหรับตัวนี้บอกได้เลยว่าอร่อยสุดๆๆ
 

 

 

ตัว caramelized puff pastry กรอบมากกก มีรสขมจากคาราเมลซึ่งมันช่วยตัดรสหวานได้ดีมากและทำให้ไม่เลี่ยนด้วย
ตัว praline cream เบามาก นุ่ม หอมถั่วมากกก ตัดกับความกรอบของชั้นพัฟฟเพสทรี
ชั้นของ milk chocolate ทีเม็ดถั่วกระจายๆ นอกจากจะเพิ่มมิติให้รสแล้ว ยังเพิ่มความอร่อยด้วยเพราะมันเข้ากันมาก
 

 

Venus cake ขนมหน้าตาสวยงามสมชื่อ รายละเอียดเธอคือ Quince and Apple Cake with Rose English Custard Cream บอกตรงๆว่าซื้อเพราะหน้าตาจริงค่ะ และอยากรู้มากว่าขนมรสชาติและ texture จะเป็นยังไง
 

 

 
ขอบและหน้าที่ตกแต่งคือแอปเปิ้ลที่ฝานให้บ่ง จุ่มในน้ำเลมอนเพื่อป้องกันไม่ให้สีดำหรือเข้มข้น เลยได้รสเปรี้ยวมาเพิ่มมิติขิงขนมด้วย สีชมพูคือเป็น rose cream ที่นุ่ม เบา และหอมกุหลาบในระดับไม่มากไม่น้อย ส่วนตัวที่สอดไส้คือ quince & apple คล้ายๆ compote รสเปรี้ยวนิดๆ (quince เค้าจะประมาณฝรั่งสายพันธุ์นึง) ส่วนฐานเป็น short crust pastry ซึ่งตอนที่หนึ่งกินมันไม่กรอบแล้ว นิ่มๆ โดยรวมรสชาติน่าสนใจ อร่อย แม้จะไม่ได้แบบ โอ้ว อร่อยมากก แต่ก็อร่อย

 

 

macarons ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ เพราะมากาฮงของปิแอร์ดังจริงอะไรจริง ซื้อมา 4 รส 2 ใน 4 หนึ่งเคยทำค่ะ สูตรปิแอร์เลยคือ ispahan (rose lychee raspberry) และ chocolate passion fruit ซึ่งเป็นรสโปรดตลอดกาลของหนึ่ง อีกสองรสสุ่มๆ หยิบมา เนื้อขนมก็เป๊ะๆ ไร้ที่ติ เปลือกกรอบ เนื้อฟูเต็มฉ่ำ ไส้ที่เลือกมาอร่อยทุกตัวและไม่หวานจัดด้วยค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดคือ ispahan หนึ่งชอบ combination นี้มาก

 

 

 

Pierre Hermé
72 Rue Bonaparte 75006 Paris
Metro:Saint Sulpice (M4)
เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ 10:00-19:00
อาทิตย์ 10:00-20:00

 
จบทัวร์ไปด้วยความอิ่มมากค่ะ จริงๆ หายไป 3 ร้าน 2 ใน 3 ปิดวันเสาร์ อีกร้่นย้ายร้านไปที่อื่น แต่ไม่เสียใจมากค่ะ เพราะเท่าที่กินก็อิ่มจริงๆ หวังว่าจะพอเป็นไอเดียสำหรับคนที่อยากตามรอยนะคะ ^_^

 
***สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำรูปภาพหรือข้อความใดๆไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากคุณคิดว่าเนื้อหามีประโยชน์กรุณากดปุ่ม ” share” ท้ายบล็อกหรือ redirect link มาที่เพจนี้***

adrenalinerush
About me

Deeply in love with traveling, cooking and baking. Also love to write and like to share. Join me in traveling and kitchen adventures!

YOU MIGHT ALSO LIKE

La Maison d’Isabelle
The best croissant in Paris 2018 @La Maison d’Isabelle
October 31, 2018
เมื่อขนมหวานคืองานศิลปะ Cédric Grolet @ Le Meurice
October 29, 2018
เที่ยวไปกินไปในปารีสตอนที่ 2
October 18, 2017
L'Escargot Montorgueil
French Cuisine and Snails @ L’Escargot Montorgueil
September 12, 2017
Fogón, a contemporary Spanish near Notre Dame Paris
August 29, 2017
Le Comptoir du Relais Saint-Germain
Le Comptoir du Relais ร้านอาหารของเจ้าพ่ออาหารแนว bristo
August 22, 2017
Île de la Cité, Historical heart of Paris
July 22, 2017
Paris
Angelina (Tea House)
July 10, 2017
เที่ยวไปกินไปในปารีสตอนที่ 1
July 06, 2017

2 Comments

Joy
Reply November 28, 2019

ปรบมือรัวๆให้ความขยันของคุณเพื่อน ขนาดอ่านยังกว่าตะอ่านจบ คงมีซักร้านที่ตะได้ไปตามรอย

FUFY
Reply November 29, 2019

ไม่อิ่มไม่เลิก อิ่มแล้วก็ยังไม่เลิก

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *