15 Facts about Iceland-15 สิ่งควรรู้ก่อนไปเที่ยวไอซ์แลนด์


เชื่อว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่หลายคนไฝ่ฝันอยากไปเที่ยวสักครั้ง (บางคนก็ไปมาแล้วหลายครั้ง) ด้วยธรรมชาติสวยงามอะลังการ เป็นธรรมชาติแบบแท้ทรูแบบที่ฝรั่งเรียกว่า “untouched” ทิวทัศน์สวยงามแปลกตาราวกับอยู่บนดาวดวงอื่น บวกกับเป็นประเทศที่สามารถชมแสงเหนือได้ ทำให้ไอซ์แลนด์กลายเป็นประเทศฮอตฮิตที่ใครๆก็อยากไปเยือน สังเกตว่าช่วงสามสี่ปีมานี้ในห้องบลูมีกระทู้ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์มากมาย หลายกระทู้ทรงคุณค่า ข้อมูลแน่น รูปสวยๆขั้นเทพ สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้เห็นได้อ่านอยากไปชื่นชมความสวยงามแบบนั้นบ้าง

 

 

แต่ๆๆ…พอไปเที่ยวจริงแล้วเราจะได้เห็นอะไรสวยๆแบบในรูปมั้ย? ไปถึงที่นั่นแล้วต้องเจออะไรบ้าง มีอะไรที่เราควรรู้และต้องรู้ก่อนไปเที่ยวไหม? หนึ่งมี 15 สิ่งควรรู้ก่อนไปเที่ยวไอซ์แลนด์มาแชร์ค่ะ

 

 

1. เรื่องของอากาศ

อากาศแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเร็วขั้นเทพ ใน 1 วัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงพระอาทิตย์ตกอาจเจอครบทุกฤดู มีครบทุกสภาพอากาศตั้งแต่แดดออก เมฆครึ้ม ฝนตก ลมพัดแรง บางช่วงอาจมีลูกเห็บลงไปจนถึงหิมะตก จะเรียกว่าคุ้มดีมั้ย 😉 การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วระดับนาทีหรือชั่วโมง ความแปรปรวนนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศนี้ คนไอซ์แลนด์รู้และเข้าใจดีถึงกับมีโจ๊กเกี่ยวกับอากาศพูดกันขำๆว่า

If you don’t like the weather, just wait 5 minutes

ถ้าไม่ชอบอากาศ(ตอนนี้)ก็รออีกซัก 5 นาที(เดี๋ยวก็เปลี่ยน)

ในวงเล็บหนึ่งเติมให้เอง ฮ่าๆ

 

 

ความจริงมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนเร็วขนาดทุก 5 นาทีหรอกแต่มันแบบว่าเก็ตเลยว่าอากาศมันเปลี่ยนแปลงเร็ว(และแปรปรวน)จริงอะไรจริง หนึ่งก็เพิ่งเคยเห็นประเทศที่มีอากาศแบบนี้เป็นครั้งแรก

ทำไมอากาศประเทศนี้เปลี่ยนแปลงบ่อยขนาดนี้

มาทำความเข้าใจแบบง่ายๆ งูๆปลาๆ กันค่ะ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ทางใต้ของเกาะและมีมหาสมุทรอาร์กติกทางด้านเหนือของเกาะ  มหาสมุทรแอตแลนติกจะมี gulf stream ที่พัดเอาอากาศอุ่นกว่ามาป๊ะอากาศที่เย็นกว่ามากที่มหาสมุทรอาร์กติกพัดมา ผลที่ได้คือ หมอกหนา เมฆมาก ลมแรงทุกระดับจนอาจถึงขั้นพายุและหยาดน้ำฟ้า (precipitation) ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ฝน ฝนน้ำแข็ง ลูกเห็บ หิมะ และอากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว

 

 

จากแผนที่ลูกศรสีแดง-ส้ม คือกระแส gulf stream จากมหาสมุทรแอตแลนติก ความเข้มของสีบ่งบอกความอุ่น ยิ่งสีเข้มแสดงว่าอุณหภูมิอุ่นกว่า ส่วนลูกศรสีน้ำเงินคืออากาศเย็นที่มากับมหาสมุทรอาค์ติก จะเห็นว่านอกจากไอซ์แลนด์ที่มีลักษณะอากาศแบบนี้แล้วยังมีเพื่อนร่วมชะตาเดียวกันคือ กรีนแลนด์ ไอร์แลนด์ สก็อตแลนด์  นอร์เวย์(ฝั่งตะวันตก) และแคนาดา(ฝั่งตะวันออก)

สรุป ไปเที่ยวไอซ์แลนด์ – อากาศส่วนใหญ่จะครึ้มๆ เมฆเยอะๆ ลมแรง ฝนตกบ่อย อากาศเปลี่ยนเร็วเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันที่แดดดีหรืออากาศดีเลยนะคะ มันก็มี(บ้าง) แต่บ่อยแค่ไหน อากาศดีได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับฤดูที่ไปและดวงค่ะ

* ไอซ์แลนด์ไม่มีฤดูฝน เพราะฝนพี่แกตกได้ทุกฤดูและตกได้บ่อยมากๆ (ตกหน้าหนาวก็คือหิมะนั่นเอง) ความถี่มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับฤดูที่ไป โดย เดือน ก.ย. และ มี.ค. เป็นเดือนที่ฝนตกบ่อยที่สุด เปียกปอนสุด ส่วนช่วงหน้าร้อนฝนอาจจะตกน้อยกว่าช่วงอื่น แต่…อย่าได้ไว้วางใจ ไปเดือนไหนก็มีสิทธิ์เปียกปอนได้

* ใครที่อยากดูพยากรณ์อากาศแนะนำให้ดูที่เวบนี้นะคะ http://en.vedur.is/weather/forecasts/areas/ เพราะถ้าเป็นสำนักอื่นชื่อถือไม่ได้เลย และแนะนำให้เช็ควันต่อวัน หรือเช็คอยู่เรื่อยๆ การดูพยากรณ์ล่วงหน้าหลายๆวันไม่มีประโยชน์เท่าไหร่เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

2. อากาศไม่หนาวมากแม้จะอยู่ใกล้ขั้วโลก?

หน้าหนาวที่นี่ไม่หนาวจัด ฝรั่งบอกว่าอากาศ mildๆ นะยู ส่วนฤดูอื่นๆอากาศจะเย็นๆ สาเหตุเพราะเจ้า gulf stream ในข้อ 1 ที่หอบเอาอากาศที่อุ่นกว่ามาให้นั่นเอง แต่ในความเป็นจริงอากาศมันก็หนาวสำหรับคนที่เกิดในประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเรา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ “รู้สึกหนาว” ขึ้นคือ “ลม” นั่นเอง พูดถึงไปแล้วว่าประเทศนี้ลมดี๊ดี ลมแร๊งแรง อุณหภูมิจริงอาจจะแค่ 10 C เจอลมเข้าไป หนาวววว..ววเลย ใครไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวก็อาจเจอ windchill ทำให้หนาวขึ้นไปได้อี๊ก ประเทศนี้ลมแรงแค่ไหนมีคลิบให้ดูเป็นน้ำจิ้มค่ะ

 

 

3. Land of Fire and Ice เป็นฉายาของประเทศนี้เพราะเป็นเกาะที่มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟ Fire ได้มาจากการที่พื้นที่ ประมาณ 50% ของประเทศเป็นภูเขาไฟทั้งที่ดับแล้วและยังแอคทีฟอยู่ ลาวาที่เย็นตัวแล้วมีทั้งระดับพื้นดินและแบบภูเขาสูงใหญ่) geothermal field (เช่น Geyser, hot spring) ไอซ์แลนด์มีภูเขาไฟปะทุอยู่บ่อยๆ ล่าสุดคือปี 2010 ส่วน Ice ในฉายามาจากการที่ประเทศมีธารน้ำแข็งหรือ Glacier อยู่ถึง 10% ของพื้นที่ทั้งหมด หนึ่งในธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่นี่ เมื่อ Fire มาเจอกัย Ice เลยเกิดลักษณะภูมิประเทศที่แสนจะเก๋ไก๋ หาใครเหมือนยาก ประหนึ่งอยู่ดาวดวงไหนนะ เลยเป็นที่มาของโจ๊กขำๆ Don’t go to Moon, go to Iceland และถ้าคิดว่าจะเห็นต้นไม้ใหญ่ ป่าเขียวชะอุ่มมีร่มเงาคงต้องผิดหวังนะคะ เพราะต้นไม้ใหญ่ในประเทศนี้เป็น rare item หายาก พื้นที่สีเขียวของเค้าส่วนใหญ่เป็นหญ้า ต้นไม้เล็กๆ หรือมอสที่ขึ้นบนลาวาที่เย็นตัวลงแล้ว เวลาขับรถเที่ยวจะเห็นวิวแบบสุดลูกหูลูกตาแบบไร้สิ่งกีดขวางให้รกตา แต่ในขณะเดียวกันอาจจะรู้สึกอ้างว้างเบาๆ ที่เห็นอยู่เรื่อยๆ คือน้องแกะที่เล็มหญ้าอย่างสบายอกสบายใจ แกะประเทศนี้กินหญ้าทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว 😉

 

Iceland

 

 

4. ไปเที่ยวเดือนไหนก็สวย? ขึ้นอยู่กับว่าชอบอะไร ชอบแบบไหน อยากไปเที่ยวอะไร ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวไอซแลนด์เพราะอยากชื่นชมธรรมชาติและอยากดูแสงเหนือ ไอซ์แลนด์มี 4 ฤดู แต่ละฤดูมีเวลาช่วงกลางวัน/กลางคืนและสภาพอากาศต่างกัน (มากบ้าง น้อยบ้าง)

Spring – กลางเม.ย. – พ.ค.
– อากาศเย็นๆ อยู่ในช่วง 0-10 C
– ยังเห็นหิมะตามยอดเขา และอาจมีหิมะตก ฝนตกบ่อย และลมแรง
– ใบไม้เริ่มผลิ ดอกไม้เริ่มบาน นกพัฟฟินเริ่มอพยพกลับมา
– ค่าที่พักไมาแพงมาก


Summer – มิ.ย.- ส.ค. (midnight sun มิ.ย. – ก.ค.)
– high season กลางวันยาว และยาวที่สุดคือวันที่ 21 มิถุนายนที่จะได้เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืน
– อากาศดีและสดใส(บ่อย)ที่สุด ฝนตกไม่บ่อยเท่าฤดูอื่น ดอกไม้บาน หญ้าเขียว
– อุณหภูมิประมาณ 10-15 C
– ถนนเข้า valley of Landmannalaugar ใน highland เปิด
– ที่พักแพง นักท่องเที่ยวมากมาย ใครไม่แคร์แสงเหนือและอยากมา hike และอยากเห็นนกพัฟฟินจงมาช่วงนี้

Fall – ส.ค.-ต.ค.
– อากาศเย็น อยู่ในช่วง 0-10 C
– ใบไม้เปลี่ยนสี
– ค่าที่พักถูกลง นักท่องเที่ยวไม่มาก
– ฤดูเก็บเบอร์รี
– เดือน ก.ย. เป็นต้นโดยเฉพาะท้ายๆเดือน เห็นแสงเหนือ
– อากาศคล้ายช่วงสปริงแต่ฝนตกบ่อยกว่าและลมแรงกว่า

Winter – พ.ย. – มี.ค.
– อากาศอยู่ในช่วง -5 ถึง 5 C
– กลางวันสั้น สั้นที่สุดคือ 21 ธ.ค. ช่วงกลางวัน 4-5 ชม
– เวลาทองของการล่าแสงเหนือเพราะกลางคืนยาวนาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหน้าหนาวทั้งหลายรวมทั้ง ice cave
– อากาศแปรปรวนและมี windchill ซึ่งอาจทำให้รู้สุกหนาวขึ้น

หนึ่งไปช่วงปลายกันยายน ขอคอนเฟิร์มว่าฝนตกชุกจริงๆ เพราะตกตั้งแต่วันแรกที่ขาแตะ Reykjavik ทั้งฝนและลมแรงก็มาทักทายแถมตกต่อกันรวด 6 วัน จนอยากไปยืนกรี้ดกลางถนน(เผื่อจะช่วยหยุดฝน) นับว่าฟ้ายังเห็นใจประทานแดดมาให้ 2 วันสุดท้ายพร้อมโบนัสคือแสงเหนือ ทำเอาดีใจน้ำตาไหลพราก นับว่า mission นี้ completed  ช่วงที่ฝนตกอย่าถามถึงความสวยงามเลยค่ะ แค่ทัศนวิสัยในการขับรถยังแย่ ส่วนตัวแล้วคิดว่าความสวยงามขึ้นกับฤดูและสภาพอากาศอย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

มาชมถนนแบบของจริงที่เราเจอเกือบทุกรูปแบบในช่วงปลายกันยายนที่เราเดินทาง ถ่ายวิดีโอมาน้อยเพราะหนึ่งเป็นมือขับและเนวิเกเตอร์ด้วย บางทีเครียดจนไม่อยากถ่ายทั้งรูปและวิดีโอ ฮ่าๆ

 

 

5. เที่ยวไอซ์แลนด์ไม่ยาก?  การวางแผนเที่ยวนั้นง่ายมาก แทบจะเป็นสูตรเลยทีเดียวว่าต้องไปไหนบ้าง ขับรถวนรอบเกาะด้วยถนนเส้น 1 ซึ่งเป็นถนนที่มีสภาพที่ถือว่าดี ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ต้องขับออกนอกเส้น 1 ใกล้บ้าง ไกลบ้างต่างกันไป บางสถานที่พอขับรถเข้าไปกลายเป็นลูกรังและไกลพอสมควรจนนึกว่าหลงทางค่ะคุณ ความขรุขระของถนนลูกรังนั้นการันตีด้วยคิ้วรถแตกมาแล้ว ยิ่งถ้าฝนตกด้วยนี่สองเด้งเลย ลุ้นกันทั้งคัน ตื่นเต้นดีโนะ ^_^

 

6. ขับรถใน Iceland ยากไหม จริงๆแล้วไม่ยากเลยด้วยเซนส์ของคนขับเป็น แต่…อาจมีเหตุที่อาจจะทำให้ไม่ถนัดหรือต้องลุ้นหน่อย คือ

 

 

– พวงมาลัยซ้าย ขับชิดขวา ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเรา อาจจะทำให้คนที่ไม่ชิน งงๆ ขับรถเอียงขวาตลอดเวลา
– ถนนเป็นเลนสวน ไหล่ทางแคบมาก หรือแทบไม่มีไหล่ทางเลย ที่จอดฉุกเฉินไม่มี แถมบางช่วงถนนยกขึ้นมาจากระดับพื้นข้างๆอีกนิดหน่อย ใครเผลอขับรถเอียงหน่อย อาจไถลตกถนนไปเลยได้
– ถนนบางเส้นเป็นลูกรัง ความขรุขระพระจันทร์เรียกพี่ เข้าใจคำว่า Don’t go to moon, go to Iceland เลย!
– สภาพอากาศ เรื่องดินฟ้าอากาศนี้ นอกจากจะขึ้นกับไปเดือนไหนยังขึ้นกับ“ดวง” ด้วยค่ะ ถ้ามีลมแรงมากๆ เวลาขับรถจะรู้สึกได้ถึงแรงปะทะ  จะต้องจับพวงมาลัยดีๆ ถ้าฝนตก หมอกลงจัดๆ ทัศนวิสัยในการขับรถไม่ดี วันที่แย่ๆ อาจเห็นแค่ 3 เมตร  ถนนก็แคบ ไหล่ทางก็ไม่มี คนขับคนนั่งก็ตัวเกร็งลุ้นกันไปสิคะ ปล 1. ถ้ามีทั้งลมและฝนด้วยคือโบนัส ปล 2. ในขณะที่เราขับด้วยความเครียด ชาว Icelanders ทั้งหลายก็ขับแซงเราไปเร็วๆ รัวๆ ไม่หวั่นแม้ทางจะมองไม่ค่อยเห็น ข้าน้อยขอคารวะ
* ห้องน้ำระหว่างทาง ไม่เกี่ยวกับความยากในการขับรถ แต่สำหรับการขับรถเที่ยวนั้นห้องน้ำระหว่างทางก็สำคัญนะตัวเอง เนื่องจากประเทศนี้สถานที่ท่องเที่ยวเป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ มีห้องน้ำสาธารณะให้เข้าฟรีบ้าง จ่ายเงินบ้าง แต่ระหว่างทางถ้าใครอยากเข้าห้องน้ำต้องพึ่งปั๊มน้ำมันซึ่งความถี่หรือห่างขึ้นแล้วแต่ช่วง บางจุดห่างมากๆ

7. ประกันรถยนต์นั้นสำคัญไฉน ปกติราคาเช่ารถในไอซ์แลนด์จะรวมประกันขั้นพื้นฐานคือคุ้มครองบุคคลที่สาม (third-party insurance option) ให้อยู่แล้ว แต่มักจะมีออพชันเสริมเพิ่มให้สำหรับลูกค้าที่อยากซื้อความคุ้มครองเพิ่มและแน่นอนว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วย มีความคุ้มครองพิเศษที่น่าสนใจและอาจจะมีขายที่ไอซ์แลนด์เท่านั้นคือ

1. Gravel Protection – คุ้มครองความเสียหายของตัวถัง ไฟ และกระจกหน้ารถที่เกิดจากถนนลูกรัง อย่างที่พูดไปแล้วว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวบางจุดที่ทางเข้าเป็นถนนลูกรังซึ่งระยะทางใกล้บ้างไกลบ้างต่างกันไป ส่วนเรื่องความขรุขระนั้นก็แล้วแต่ บางครั้งก็โอเค แต่บางครั้งก็นึกว่าอยู่บนดวงจันทร์ หลุมรัวๆแบบเลิกเหยียบเบรคไปเลย นอกจากนี้ยังมีถนน F roads ต่างๆที่ต้องใช้ 4×4 เท่านั้นเช่น highland ซึ่งเปิดเฉพาะช่วงซัมเมอร์

2. Sand and Ash Protection (SAAP) ตัวนี้เพิ่งมีมาไม่นานหลังจากที่ภูเขาไฟ Eyjafjallajökull ระเบิดในปี 2010 ทำให้ตอนใต้ของประเทศถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าและทราย ซึ่งเจ้าสองตัวนี้อาจทำให้รถเสียหายได้ถ้ามีลมพัดแรงหรือมีพายุ

จำเป็นต้องซื้อประกันสองตัวนี้เพิ่มไหม?

หนึ่งตอบแทนทุกคนไม่ได้ คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน ใครที่ไม่อยากจ่ายเพิ่มก็ยอมรับความเสี่ยงและระวังกันเอง แต่ถ้าใครลังเลๆ ซื้อดีไม่ซื้อดี มีข้อแนะนำสำหรับประกอบการพิจารณาคือ

*ค่าซ่อมรถแพงมาก

*Gravel Protection – เที่ยวไอซ์แลนด์ต้องเจอถนนลูกรัง มากบ้าง น้อยบ้างขึ้นกับว่าไปเที่ยวที่ไหน ยกตัวอย่างทางเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นถนนลูกรังที่มีระยะทางค่อนข้างไกลเช่น ทางเข้าน้ำตก Dettifoss และ ทางเข้า Hsavik  ไม่นับทางเล็กๆน้อย ทางจากการซ่อมถนน บลาๆ จะซื้อหรือไม่ซื้อขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะมั่นใจแค่ไหน – ทริปเราซื้อ และรถเสียหาย คิ้วแตกจากการกระแทกหลุมและหิน

ตัวอย่างแบบเบาๆ ของถนนลูกรัง ทางเข้าน้ำตก Dettifoss ซึ่งระยะทางเกือบ 27 กม ช่วงถนนในภาพยังไม่ค่อยมีหลุมมากเท่าไหร่นะคะ แบบเบๆ เพราะตอนมีหลุมมันกระเด้งกระดอนจนไม่อยากหยิบกล้องมาถ่ายรูป

 

 

*Sand and Ash Protection (SAAP) คนที่ควรพิจารณาเรื่องการซื้อตัวนี้เพิ่มเป็นพิเศษคือคนที่มีแผนเที่ยวทางใต้ โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและช่วงใบไม้ผลิเพราะเป็นช่วงที่ลมแรง ในช่วงซัมเมอร์ไม่ค่อยเจอปัญหา แต่แนะนำให้ดูเช็คสภาพอากาศก่อน เพราะบางทีเอาแน่เอานอนไม่ได้ – เราซื้อเพิ่ม เพราะน้องที่ไปด้วยยืนยันอยากซื้อ ผลคือเราเจอลมแรง แต่คิดว่าคงยังไม่มากพอที่จะพัดเอาทรายและเถ้ามาทำความเสียหายรถ

8. โทรศัพท์และไวไฟ แนะนำให้มีโทรศัพท์เพื่อติดต่อมหากมีอะไรฉุกเฉินเช่น โทรขอความช่วยเหลือ รถเสีย รถตกถนน โทรติดต่อโรงแรมที่พักด้วยเหตุต่างนานา โทรจองร้านอาหาร บางคนแนะนำให้ซื้อซิมที่ไอซ์แลนด์ใช้แต่ทีมเราใช้โทร Skype ซึ่งต้องพึ่งพาสัญญาณอินเตอร์เน็ต ต้องขอบอกว่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตแม้จะครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแต่ก็มีหลายๆจุดที่อับสัญญาณ โดยเฉพาะจุดที่ห่างไกลชุมชนหรือห่างจากถนนหลักออกมา

9. แสงเหนือนั้น unpredictable พอๆกับอากาศ แสงเหนือเหมือนการแสดงแสงสีตระการตาทีโดยธรรมชาติ เป็นสิทธิเฉพาะเขตเท่านั้นถึงมีโอกาสได้ชม ใครที่เคยเห็นจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกสวยงามและอเมซิ่งจริงๆ และที่เด็ดคือไม่มีการันตีว่าเราจะได้เห็น! ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถชมแสงเหนือได้ แต่การตามล่าแสงเหนือนั้น นอกจากจะต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมและพึ่งการพยากรณ์แล้วยังต้องพกดวงไปด้วย เพราะแม้ว่าอากาศเป็นใจ ฟ้ามืดสนิท ไร้เมฆมหมอกและแสงจันทร์ พยากรณ์บอก KPI 4 แต่แสงเหนือก็อาจจะไม่ออกมาให้ชื่นชม แต่ขณะเดียวกัน อากาศเมฆมา แสงไฟจากเมืองเต็ม พยากรณ์แสงเหนือ KPI 2-3 กลับเห็นแสงเหนือ หรือถ้าโชคร้ายกว่าคือไม่เจอเลยทั้งทริป ดังนั้นคาดหวังแบบพอประมาณและเอ็นจอยสถานที่ท่องเที่ยงจุดอื่นดีกว่ามุ่งหวังแค่แสงเหนืออย่างเดียวจะทำให้เที่ยวสนุกกว่า

แสงเหนือใกล้สนามบิน KEF ใน Reykjavik มีแสงไฟรบกวนมากมายแต่ก็สามารถมองเห็นสีสวยๆด้วยตาเปล่า แต่ถ่ายรูปแล้วแสงไฟมากวนหน่อย

 

 

10. แสงเหนือไม่ได้เห็นเฉพาะช่วงหน้าหนาว ตามหลักการแล้วแสงเหนือนั้นมีอยู่ตลอด แต่ด้วยความที่แสงเหนืออยู่ระดับที่สูงกว่าเมฆ ดังนั้นการที่เราจะเห็นแสงเหนือได้คือต้องเมฆน้อยหรือไร้เมฆ ฟ้ามืด ไร้แสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์สว่างๆ และขึ้นกับ solar activity ด้วย ที่ไอซ์แลนด์สามารถเห็นแสงเหนือได้ตั้งแต่ ก.ย. (โดยเฉพาะปลายๆเดือน) ไปจนถึงกลางเดือนเม.ย. อยากไปช่วงไหนสามารถเลือกได้เลย แต่ละเดือนมีข้อดีข้อเสียต่างกันไปตามที่กล่าวไว้ข้อแรกๆ

11. อยากเห็นแสงเหนือต้องใช้ความพยายามกันนิดนึง อย่างที่บอกว่าแสงเหนือนั้นเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ถ้าคุณไม่ได้พกดวงดีๆแบบ แค่เปิดประตูห้องพักก็มีแสงเหนือมาเต้นระบำให้ให้ดูทุกคืน ก็คงต้องออกแรงกันหน่อย อย่างเพิ่งหมดหวังคอตกรอที่ที่พัก ลองเปิดแผนที่เทียบกับ aorora forecast ว่าจุดไหนที่ใกล้ๆ มีฟ้าเปิดและพอจะมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้ จงขับรถไปล่า ขอบอกว่าความสนุกมันอยู่ที่การขับรถล่าจริงๆ มันตื่นเต้น มันลุ้น มันมีความหวัง สมาชิกทุกคนตาจงจ้องฟ้า (ปล เว้นคนขับไว้คนนึงนะคะ) มองหาแสงเหนือ สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นแสงเหนือเลยก็มั่วๆไปค่ะ อิอิ เพราะบางครั้งมันไม่ได้เห็นสีเข้มๆแบบในรูปภาพที่ถ่ายมาสวยงาม บางทีมันเป็นเส้นสีเทาๆปื้นๆ แปะบนฟ้า ต้องใช้กล้องจับถึงรู้ แต่ถ้าเคยเห็นสักครั้ง คุณจะจำมันได้เลยล่ะ แต่ถ้ามันแรงมากๆ ตาเปล่าก็สามารถเห็นแสงสีต่างๆ ได้

* สำหรับเวบไซต์ที่ดูพยากรณ์แสงเหนือ แนะนำเว็บนี้ คนไอซ์แลนด์ใช้ดูกันค่ะ http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/

แสงเหนือทะลุเมฆในวันที่กลางวันฝนตกทั้งวัน เมฆเยอะมาก แต่ตอนกลางคืนเราตัดสินใจขับรถออก “ล่าแสงเหนือ” มาเจอที่ระยะห่างจากโรงแรมประมาณ 50 กม ดีใจกันมากมายเพราะเป็นวันเกือบสุดท้ายของทริปแล้ว

 

 

12. คนไอซ์แลนด์เป็นของหายาก? ไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่อันดับสองรองจากเกาะอังกฤษแต่…เธอมีประชากรแค่สามแสนต้นๆ ทำให้ขึ้นแท่นประเทศที่มีประชากรเบาบางที่สุดในทวีปยุโรปไป เวลาขับรถเที่ยวสิ่งที่เราเจอบ่อยที่สุดคือแกะ (แอะๆๆๆๆ ที่เล็มหญ้าทั้งวันทั้งคืนอย่างสบายอารมณ์)และนักท่องเที่ยวด้วยกันเอง ส่วนคนไอซ์แลนด์นั้น จะได้เจอก็ต่อเมื่อเข้าไปใช้บริการใดๆ ไม่ว่าจะปั๊มน้ำมัน หรือร้านอาหารเท่านั้น ที่พักบางที่ยัง self check in เลย สถานบริการเช่นปั๊มน้ำมัน หรือร้านอาหารราคาถูกหน่อยมักจะให้บริการแบบ self service หรือ กึ่ง self service ส่วนร้านอาหารที่มีพนักงานให้บริการแบบเต็มที่ราคาจะบวกเข้าไปอีกเท่าตัวหนึ่งเลยทีเดียว

13. เที่ยวไอซ์แลนด์แพงมาก..จริงเหรอ? ถ้าถามถึงค่าครองชีพ ต้องขอบอกว่า แพงจริงแท้แน่นอน ขนาดที่ฝรั่งด้วยกันเองไปเที่ยวยังบ่นเลยว่าแพง ค่าครองชีพในไอซ์แลนด์สูงกว่าประเทศในยุโรปทั่วไปและสูงกว่าในกลุ่มประเทศสแกนดีเวีย ยกเว้นนอร์เวย์ที่ค่าครองชีพพอๆกัน โอเค อาจจะต่างกันบ้างนิดหน่อย ส่วนตัวเคยไปเที่ยวนอร์เวย์ budget พอๆ กับเที่ยวไอซ์แลนด์เลยในเวลาเที่ยวที่เท่ากัน (ทริปนอร์เวย์มีบินภายในประเทศ ทริปไอซ์แลนด์กินกันหนักหน่วงมาก) สำหรับที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เจอแล้วอาจจะตกอกตกใจคือ ค่าอาหารในร้านอาหารแพงมั่กๆ อาหารง่ายๆเช่นแซนวิชเริ่มต้นที่ 500 บาทขึ้นไป ถ้าไปนั่งกินในร้าน อาหารจานหลักประมาณ 1500 บาท(ขึ้นไป)

ไปเที่ยวไอซ์แลนด์แพงแค่ไหน จะลองยกตัวอย่างทริปของเราที่เดินทางในช่วงปลาย ก.ย. ซึ่งไม่ใช่ช่วง high season และเช่ารถตู้ 8 ที่นั่ง นอนโรงแรม กินอาหารเย็นที่ร้านเกือบทุกวัน มีทำกินเอง 3 มื้อ และวางแผนล่วงหน้า 8 เดือน คติของทริปเราคือ กินดี นอนสบาย ในราคาที่จ่ายไหว 

 

 

* ค่าอาหาร -คิดจากค่าอาหารวันละ 2 มื้อและรวมอาหาร 2 ลักษณะคือทำกินเองและไปกินที่ร้าน ค่าอาหารที่ร้านอาหารแพงอย่างที่กล่าวถึงไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปปรุงกินเอง กินให้เต็มที่ไม่ต้องเขียม ค่าอาหารตกลงมาเหลือแค่ 4-500 บาท/คน ถูกกว่ากันสามเท่าเลยทีเดียว

* ค่าเช่ารถ – 1780 บาท/คน เป็นรถตู้ขนาด 8 ที่นั่ง

* ค่าโรงแรมเฉลี่ย – 2,641 บาท/คน/วัน ตอนจองโรงแรมเราเลือกราคาด้วย คือไม่แพงมากจนเกินไป

* ค่าน้ำมัน – 1.6 ยูโร/ลิตร ทั้งทริปเฉลี่ย 2060.45 บาท/คน

* etc ได้แก่ ค่าประกันรถยนต์ที่ซื้อเพิ่ม ค่าจอดรถ ค่าชมพิพิธภัณฑ์ ค่า pocket wifi, ค่าประกันการเดินทางและค่าทำวีซ่าเชงเกน

* ค่าใช้จ่ายไม่รวมค่าอาหารเพิ่มเติมและค่าช้อปปิ้ง

เราสามารถเที่ยวไอซ์แลนด์อย่างประหยัดได้ไหม? ได้แน่นอนค่ะ มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ขอยกยอดไปเขียนอีกบล็อกเอ็นทรีหน้านะคะ

14. อาหารไอซ์แลนด์อร่อยนะจ้ะ ใครจะคิดว่าประเทศที่แทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่และพื้นที่การเพาะปลูกน้อยมากๆอย่างไอซ์แลนด์จะมีอาหารที่อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับอาหารฝั่ง Western ด้วยกัน ทริปนี้แทบจะเป็นทริปกินทริปหนึ่งเพราะเรากินอาหารที่ร้านเกือบทุกคืน ร้านที่ไปคือเลือกแล้วว่าดีงามและอร่อยจากรีวิวใน TripAdvisor หรือที่คนในท้องถิ่นแนะนำ เป็นร้านราคาปานกลาง(ของที่นี่) แม้ว่าค่าอาหารเวลานั่งกินร้านนั้นจะแพงแสนแพง แต่ส่วนตัวคิดว่าคุ้มเพราะการท่องเที่ยวประเทศนี้ออกแนวผจญภัย สมบุกสมบัน ธรรมชาติล้วนๆ ขอเพิ่มแนววัฒนธรรมผ่านการกินอาหารนิดนึง เป็นการให้รางวัลก่อนจบแต่ละวัน เวลาไปเที่ยวไม่มีอะไรฟินไปกว่าได้เที่ยวสถานที่สวยๆ กินอาหารเย็นอร่อยๆและปิดด้วยที่นอนนุ่มๆสะอาดๆ จริงไหมคะ สำหรับอาหารที่เราไปชิมกันมาในทริปขอยกไปไว้ในอีกบล็อกเอ็นทรีหนึ่งนะคะ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ อิอิ อ่อ กินอาหารในร้านไม่ต้องทิปนะคะ

 

 

15. นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี ช่วงปี 2000 นักเที่ยวมีประมาณ 6 แสนต่อปี แต่ตัวเลขล่าสุดพบว่านักท่องเที่ยวพุ่งไปถึงล้านคนต่อปี ดังนั้นถ้าชอบอย่าลังเล จงไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง ไอซ์แลนด์ในความคิดของหนึ่งอาจจะไม่ได้เป็นประเทศที่สวยที่สุด แต่เป็นประเทศที่ไปเที่ยวแล้วสนุกและตื่นเต้นไม่เบาเลย ได้เจอสภาพอากาศที่เพิ่งเคยเจอที่ประเทศนี้เป็นครั้งแรก ถ้าถามว่าชอบที่ไหนเป็นพิเศษ มีสองสถานที่ที่หนึ่งชอบมากเป็นพิเศษคือ  Diamond Beach ใกล้ Jokulsarlon Lagoon และ Fjaðrárgljúfur (กรุณาอย่าถามว่าอ่านยังไง ;))

Diamond Beach – เป็นชื่ออันเก๋ไก๋ของหาดที่อยู่ตรงจุดที่ Jokulsarlon Lagoon ไหลลงสู่ทะเล ตัว Jokulsarlon มีธารน้ำแข็งที่แตกหรือหลุดแล้วลอยลงทะเละทั้งปี คลื่น(อันรุนแรง)ของทะเลก็ได้ซัดเอาน้ำแข็งเล็กบ้าง ใหญ่บ้างเหล่านี้เข้าสู่ฝั่ง เจ้าน้ำแข็งที่มีสีน้ำเงินจากความหนาแน่นสูง วางอยู่บนทรายหาดสีดำ มันตัดกันราวกับอัญมณี ยิ่งถ้าไปเจอแบบเยอะๆ เหมือนในรูป มันสนุกดีค่ะ ^_^

 

 

Fjaðrárgljúfur คือชื่อเธออ่านยากมาก อย่าได้ให้ออกเสียงนะ พี่อ่านไม่ออก ฮ่าๆ กว่าจะมาถึงต้องวิ่งถนนลูกรังระยะทางสั้นๆ เบาๆ เป็นการซ้อมก่อน แต่พอมาถึงส่วนตัวรู้สึกชอบมากๆ เก็บภาพมาไม่สวยเหมือนกับตาเห็น เธอเป็นแคนยอนที่เกิดจากลม น้ำ พัดกร่อนเป็นเวลานาน บางแง่งยื่นยาวเข้าไป มันมีความเฉพาะตัวมากๆ

 

 

ท้ายนี้ใครที่เล็งๆหรือกำลังอยากไป หาเพื่อนร่วมทริปดีๆ แล้วไปลุยเลยค่ะ บางครั้งความสนุกของการท่องเที่ยวอาจไม่ได้ขึ้ขึ้นกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ อากาศดีๆ อย่างเดียว แต่ขึ้นกับเพื่อนร่วมทริปด้วย..จริงไหมคะ

 

 

***สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำรูปภาพหรือข้อความใดๆไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากคุณคิดว่าเนื้อหามีประโยชน์กรุณากดปุ่ม ” share” ท้ายบล็อกหรือ redirect link มาที่เพจนี้***

Save

adrenalinerush
About me

Deeply in love with traveling, cooking and baking. Also love to write and like to share. Join me in traveling and kitchen adventures!

YOU MIGHT ALSO LIKE

Iceland
12 Foods you can’t miss in Iceland
December 08, 2017

2 Comments

FUFY
Reply November 20, 2017

สุดยอดจริงๆ ขอยกให้เป็นบทความที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเที่ยว Iceland ที่ดีที่สุด! ^_^

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *