เที่ยวไปกินไปใน Iceland day 2; From Vik to Höfn และล็อบสเตอร์อร่อยร้าน Pakkhús


เที่ยวไปกินไปใน Iceland day 2; From Vik to Höfn และล็อบสเตอร์อร่อยร้าน Pakkhús
 
หลังจากวันแรกโดนทำร้ายด้วยอากาศแต่เราก็กัดฟันเที่ยวไปกินไปเต็มที่เท่าที่ได้ ตามไปอ่านรายละเอียดได้ ที่นี่ สำหรับวันที่สองของทีมเราเป็นวันที่มีสีสันมากเพราะอากาศโดยรวมถือว่า”ดี”ทำให้พวกเราดี๊ด๊าเป็นพิเศษ ได้เที่ยวครบตามที่ตั้งใจไว้และมีแต่สถานที่ที่เราชอบ ปิดท้ายวันด้วยอาหารอร่อยและได้ลิ้มรสล็อบสเตอร์ด้วย ^_^ ไปเที่ยวไหนบ้างตามนี้เลยค่ะ
 

 
ที่พัก เราพักที่ Priest house เป็นบ้านทั้งหลัง มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องส้วม พักได้ 8 คน มีห้องครัวแบบจัดเต็ม ทำอาหารได้สบายๆ แต่ข้อเสียคือมีห้องน้ำเดียวและผนังห้องบางมาก กลางคืนใครนอนละเมอหรือกรนได้ยินกันทั้งบ้าน :p ที่พักอยู่ใกล้ Reynisfjara Black Sand Beach มากแค่ประมาณ 2 กม ไปถึงที่พักมืดแล้ว ไม่ได้เก็บภาพบรรยากาศบ้่านไว้เลย ใครสนใจเข้าไปดูรูปภาพหรือจองได้ที่ ที่นี่
 
วิวหน้าที่พักมองเห็นหาดและ Dyrhólaey ซึ่งเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล
 

 
วิวข้างที่พักเห็นโบสถ์
 

 
อาหารเช้าเตรียมเองค่ะ ไปช้อปปิ้งของที่ซุปเปอร์มาเมื่อวานแล้วลงมือเช้าทั้งเย็นวันแรกและเช้าวันที่สอง อาหารจัดเต็ม กินให้อิ่มกันไปเลยเพราะทำเองถูกกว่าไปกินที่ร้านเยอะ อาหารบ้านๆค่ะ แม่ครัวหัวฟูคือดิฉันเอง อิอิ มื้อเย็นคืนแรกทำปีกไก่ทอดเกลือ ไข่เจียว ปลาแซลมอนย่างน้ำผึ้งและสลัด แต่ไม่มีใครถ่ายรูปไว้เลย แต่ละคนหิวโซ นึกขึ้นได้ก็เหลือแต่จาน มื้อเช้าออกแนวฝรั่งหน่อย อย่างในรูป อร่อยไหม อร่อยมากค่ะ (โม้ ฮ่าๆ)
 

 
กินอิ่มแล้ว เก็บกระเป๋าขึ้นรถไปเที่ยวกันเลย ไปลุยจุดใกล้ๆ ก่อนเลย
 
Reynisfjara Black Sand Beach ขับรถมาแค่ 2 กมก็ถึง เป็นหาดทรายสีดำที่โด่งดังระดับโลก สีดำของทรายเกิดจากการผุกร่อนของหินลาวาภูเขาไฟ หาดสีดำตัดกับคลื่นแรงของมหาสมุทรแอตแลนติค เป็นความสวยที่แปลกดี จริงๆทุกหาดในประเทศนี้เป็นสีดำหมดแต่หาดนี้ดังที่สุด เคยเป็นฉากถ่ายหนังดังๆ อยาง Game of Thrones และ Star Trek มาแล้ว หาดนี้สวยแต่อันตรายเพราะคลื่นแรงมาก เคยกวาดเอานักท่องเที่ยวที่เดินริมหาดลงทะเลมาแล้ว >_< ไปถึงมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่(ชาวจีน)อยู่ มีมาถ่ายพรีเวดดิ้งด้วย จริงๆ หาดไม่ได้สวยแบบโรแมนติกและสงบเลย ตรงกันข้าม อากาศเย็นมาก คลื่นแรงมาก ผมปลิวกระจาย นับถือคนที่มาถ่ายพรีเวดดิ้งจริงๆ ชุดปลิวกระจาย หนาวแค่ไหนก็ต้องยิ้มสู้กล้อง พี่ขอกราบ strong>Reynisdrangar –>กลุ่มหินในทะเลที่อยู่ใกล้หาด 3 แท่ง มีตำนานเล่าว่าหินทั้งสามเกิดจาก โทรล 2 ตนที่เห็นเรือในทะเลใกล้ฝั่งจึงชวนกันไปลากเรือเข้าฝั่ง แต่พอเกือบถึงฝั่งแล้วพระอาทิตย์ขึ้นพอดีทำให้โทรลทั้งสองตนและเรือกลายเป็นหิน (โทรล- Troll สัตว์ประหลาดในเทพนิยายของยุโรปเหนือ รูปร่างคล้ายคนแต่ตัวใหญ่กว่ามาก อาศัยอยู่ในถ้ำ ว่ากันว่า ถ้าถูกแสงแดดจะกลายเป็นหิน)
 

 

แท่งหินทรงคอลัมน์แปลกๆแบบนี้เกิดจากการเย็นตัวของลาวา ดูแปลกตาดีนะคะ ถ่ายรูปกันสนุกเลยกรุ้ปเรา ^_^ จริงมีถ้ำซึ่งเป็นฉากหนัง GOT ด้วย แต่พวกเราขี้เกียวจเดินไป เพราะคลื่นแรงด้วย คนตรงนั้นเยอะด้วย เลยถ่ายรูปแค่แถวนี้กันก็สนุกแล้ว
 

 

 

 
อีกฝั่งคือ Dyrhólaey เป็นแหลมที่ยื่นเข้าไปในทะเล จริงๆ เราไปตรงนั้นก่อนเข้าที่พัก แต่ลมแรงมากและอากาศเย็นมากจนไม่ได้เก็บภาพมาเลย มาดูจากมุมนี้(ก็ได้)เนอะ อิอิ

 

 

ลั้ลลากันที่หาดสีดำกันนานพอสมควร ได้เวลาไปเที่ยวต่อกันแล้ว เราจะมุ่งหน้าไปเมือง Vik กันก่อน (เพราะเป็นทางผ่าน)เพื่อไปถ่ายรูปจุดชมวิวใกล้โบสถ์

นี่คือสภาพ route 1 หรือ ring road ถนนรอบเกาะ (ประเทศ) ถนนเป็นแบบนี้ไปตลอด ต่างกันแค่วิวค่ะ ส่วนตัวหนึ่งชอบช่วงนี้เป็นพิเศษ (Vik–>Höfn) เขียวๆ โล่งๆ ดูสบายตาดี
 

 

 
ขับไม่นานก็ถึงล้าว Vik หรือ Vík í Mýrdalเป็นหมูบ้านที่อยู่ตอนใต้สุดของประเทศ ตั้งอยู่บนถนน Ring road เส้น 1 เป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่สุดในรัศมี 70 กม ละแวกนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแวะมาถ่ายรูปเมืองนี้ที่มี Reynisdrangar เป็นแบคกราวน์แบบนี้ ซึ่งต้องไปถ่ายที่โบสถ์และเป็นจุดที่สูงที่สุดของหมู่บ้านนี้ด้วย
 

 
ใกล้กับโบสถ์มีเนินอยู่ ปีนขึ้นมาเลยค่ะ วิวบนนี้สวย จริงๆควรเดินต่อไปอีกหน่อย แต่ทีมเราแอบขี้เกียจ (ทัวร์คุณป้าก็อย่างนี้)อิอิ ช่วงนี้อากาศดีมาก ดีใจจนอยากร้องไห้
 

 

 

ขับรถมาต่อสักพักเห็นมีนักท่องเที่ยวจอดรถเราเลยจอดบ้าง 😉 Laufskálavarða เป็นทุ่งหินลาวาที่มีนั่งท่องเที่ยวเอาหินลาวามาต่อกันเป็นชั้นเพราะเชื่อว่าจะทำให้เดินทางโชคดี เราก็อยากจะต่อหินบ้างแต่ปรากฏว่าไม่มีหินเหลือให้ต่อแล้ว
 


 

 

มาต่อที่ Eldhraun lava field ที่มีมอสสีเขียวขึ้นคลุมเต็มไปหมด จนได้ชื่อว่าเป็น mossy lava field ทุ่งลาวาแห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เมื่อประมาณเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนและกินเวลายาวนานถึง 1 ปี! ลาวาไหลครอบคลุมพื้นที่ 565 ตารางกิโมเมตร ซึ่งต่อมาแข็งตัวกลายเป็นหินและมีมอสสีเขียวเติบโตคลุมก้อนหินเหล่านี้ นับเป็นความสวยงามที่มีเบื้องหลังน่าสะพรึง

Eldhraun lava field เป็นทางผ่านอยู่ริมถนนเส้น 1 สองข้างทางเลยแบบยาวๆไปเพราะใหญ่มากไม่ต้อองกลัวหลงหรือกลัวหาไม่เจอ จุดนี้ น่าจะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปและไปเดินย่ำจนมอสตาย ทำให้หลังๆมีการกรณรงค์ไม่เหยียบบนต้นมอสเพราะใช้เวลานานมากกว่าจะโตได้ขนาดนี้ บางช่วงมีการกั้นไม่ให้ลงไปนักท่องเที่ยวลงไปเดินย่ำ จุดที่เราถ่ายเป็นจุดที่เปิดให้เข้าไปถ่ายรูปได้ มีทางให้เลี้ยวเข้าไปและจอดรถได้ เราเดินย่ำบนทางเดินที่มีคนเดินไว้ สังเกตว่ามอสตรงทางตายหมด ไม่ได้ไปย่ำจุดใหม่นะคะ เราเที่ยวแบบเคารพธรรมชาติ ^_^

 


 

 

มาถึงไฮไลท์อีกจุด เป็นจุดที่หนึ่งชอบมากFjaðrárgljúfur canyon ต้องขับรถออกจากเส้นหลัก ถนนลูกรังที่แสนจะขรุขระ (เอามือทาบอก) ระยะทางไม่ไกลมากแต่ดิชั้นหัวใจจะวายเพราะมันช่างขรุขระอย่างไม่มีชิ้นดี! แต่พอไปถึงแล้วคุ้มค่า แนะนำให้ไปนะคะ เป็นแคนยอนที่เกิดจากการกัดเซาะโดยน้ำเป็นเวลานานหลายพันปีจนเกิดสภาพภูมิประเทศที่สวยงามแบบนี้

จุดจอดรถอยู่ใกล้สะพานและมีห้องน้ำให้เข้าฟรีนะคะ เราจะเดินด้านบนตามภาพหรือเดิน (ลุยน้ำ)ด้านล่างตามแม่น้ำ Fjaðrá ซึ่งไม่ลึกมาก แต่เราไม่ได้เตรียมพร้อมมาเพื่อเปียกเลยเดินด้านบน ซึ่งสวยงามมาก

มุมจากสะพาน
 

 
เทรลเดินด้านบน จริงๆยาวประมาณ 2 กม แต่เราเดินกันเบาๆแค่ 500 เมตรค่ะ (สงสารป้าเถอะ ป้าแก่แล้ว ;))
 

 

 

 
แคนยอนที่ยื่นยาวออกไปแบบนี้เมื่อก่อนเปิดให้นักท่องเที่ยวไปยืนได้ แต่ตอนนี้กั้นไม่ให้เข้าแล้วเพื่อความปลอดภัยต่อธรรมชาติและนักท่องเที่ยวเอง
 

 

 
เราทานอาหารเที่ยงง่ายๆบนรถกันนะคะ แต่ละคนเตรียมมากันเอง อยากกินตอนไหนตามสะดวก แล้วเที่ยวกันยาวๆไปเลยจนเย็นโดยไม่ได้แวะกินอาหารเที่ยงที่ร้าน โปรแกรมเที่ยวสุดท้ายของเราในวันนี้คือ
 
Glacier Lagoon หรือ Jökulsárlón lake
เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของ Breiðamerkurjökull glacier แล้วไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวนิยมมาเทรคบนกลาเซียร์หรือทัวร์เรือ (เหมือนเรา) บริษัททัวร์ต่างก็อยู่ริมทะเลสาบนั่นเอง ทีมเราใช้บริการ Zodiac Tour ต้องไปให้ถึงก่อนเวลา 30 นาทีเพื่อฟังบรีฟและเตรียมตัวเปลี่ยนชุด boat tour ที่เราเลือกใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง โดยนั่งสปีดโบทเพื่อไปชมทะสาบและธารน้ำแข็ง เป็นประสบการณ์ที่สนุกดีค่ะ ธารน้ำแข็งของที่นี่มีความพิเศษคือมีแถบสีดำที่เกิดจากขี้เถ้าของภูเขาไฟที่ระเบิด

เปลี่ยนชุดเป็นชุดพิเศษ กันหนาว กันน้ำและลม และช่วยให้ลอยตัวได้ (หากเรือล่ม) ชุดก็จะเหม็นๆนิดนึง 😉
 

 
นั่งเรือกันแบบนี้เลย วิ่งออกทะเลสาบ ลมเย็นตีหน้าา ใครไม่ได้ใส่หมวกผมกระเจิงกันเลยทีเดียวและเย็นมากค่า เรือเรามีนักท่องเที่ยว 10 คน กรุ้ปเราก็ปาไป 8 แล้ว มีคนจีนเพิ่มมา 2 คน เป็นคนจีนที่น่ารักเลยล่ะ มีไกด์ที่ทำหน้าที่ขับเรือด้วย 1 คน คอยให้ความรู้ต่างๆ มีสมาชิกของเราถามไกด์ว่า ถ้าเรือคว่ำแล้วเราตกลงไปจะอยู่ในน้ำได้นานแค่ไหน เพราะน้ำเย็นมาก เปฌนคำถามที่ช่างคิดมาก
 

 
ส่องเรือของอีกกรุ้ป
 

 
iceberg สวยงาม เสียดายไม่มีแดด ไม่เช่นนั้นสีคงสวยงามกว่านี้มาก
 

 
ขากลับเข้าฝั่งฝนลงเม็ดเบาๆ การนั่งสปีดโบทด้วยความเร็วตัดเม็ดฝนช่างเป็นประสบการณ์ที่เย็นยะเยือกและเจ็บปวด (จากเม็ดฝนปะทะหน้า)แอบสงสัยว่าไกด์ที่ขับเรือทำยังไงเพราะเราแทบจะเรียกว่าหลับตาเลยก็ได้ แต่สุดท้ายเราก็ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย พอถึงฝั่งปุ้บ ฝนหยุดเลยจ้ะ #อากาศช่างแปรปรวน เราเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปจุดสุดท้ายและอีกหนึ่งไฮไลท์ของวันกันต่อเลย
 
Diamond beach (Ice beach) – เป็นสถานที่ที่หนึ่งชอบมาก อยู่อีกฝั่งหนึ่งของ Jökulsárlón lake แค่มีถนนกั้น ขับรถมาอีกฝั่งหาที่จอดได้เลยค่ะอยู่ตรงสะพานเลย จริงๆแล้วมันเป็นจุดที่ Jökulsárlón lake เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายหาดสีดำจะมีก้อนน้ำแข็งใหญ่เล็กที่จริงๆแล้วเป็นภูเขาน้ำแข็งของ Jökulsárlón lake ที่ไหลลงทะเลแต่ถูกคลื่นอันรุนแรงพากลับฝั่ง ทำให้ชายหาดเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง ใหญ่เล็ก กระจายตามชายฝั่ง ตัดกับความดำของทรายหาดทำดูเหมือนเพชรจนได้ชื่อ diamond beach น้ำแข็งบนหาดมีให้เห็นตลอดปีไม่ว่าจะไปฤดูไหน แต่ใครไปแล้วจะเจอมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับช่วง น้ำขึ้น น้ำลงนะคะ ถ้าน้ำลงจะเห็นก้อนน้ำแข็งได้เยอะกว่าน้ำขึ้น ทีมเราน่าจะฟลุ้คไปเจอช่วงน้ำลง ได้เห็นเต็มหาด สะใจมากๆ
 

 

 
ก้อนใหญ่บ้าง นักท่องเที่ยวที่ปีนขึ้นไปต้องดูแลตัวเองนะคะ แอบอันตรายเหมือนกันเพราะนอกจากจะลื่นแล้วอาจไหลลงทะเลได้
 

 
ช่างภาพที่มาเก็บภาพสวยๆ กว่าจะได้ซักภาพเห็นก้มๆเงย จัดภาพ จัดฉากอยู่นานเลยค่ะ หาดนี้ถ้าไปดูภาพของช่างภาพเทพๆจะเห็นเลยว่าสวยมากๆ แต่วันนี้ดูภาพจากกล้องนักท่องเที่ยวมือสมัครเล่นนะคะ อิอิ
 

 
จบโปรแกรมเที่ยวของเราอย่างสวยงามสำหรับวันนี้ เราขับรถต่อไปที่เมือง Höfn เพื่อไปเช็คอินที่พักและหาของอร่อยกินกันค่ะ เมืองนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่โด่งดังเรื่องอาหารทะเลและได้ชื่อว่าเป็น The capital of langoustine เลยทีเดียว เดี๋ยวเราจะไปชิมกันว่าอร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า

ที่พัก – พูดถึงที่พักสักนิด เราพักที่ Guesthouse Hvammur ขอบ่นสักนิดว่าเป็นที่พักที่ไม่ประทับใจที่สุดในทริป เพราะราคาแพงเมื่อเทียบกับคืนอื่นๆ ปกติที่พักในไอซ์แลนด์จะราคาสูงอยู่แล้ว แต่ของที่นี่ราคาพอๆกับคืนอื่นแต่ห้องพักไม่มีห้องน้ำในตัว ห้องน้ำรวมก็น้อยมาก ห้องอาบน้ำมีชั้นละ 1 ห้อง แค่รอคิวอาบน้ำก็เพลียแล้ว ดีว่าห้องส้วมและห้องอาบน้ำแยกกัน ไม่งั้นคงเพลียหนักกว่านี้

อาหาร – อย่างที่บอกไปเมือง Höfn เค้าดังเรื่องอาหารทะเล อาหารทะเลที่คนแถวนี้นิยมกินก็คือ langoustine ออกเสียงได้หลายแบบ แต่หนึ่งอ่าน ลอง-กุส-ทีน เป็นกุ้งชนิดหนึ่ง ตัวเล็กกว่ากุ้งมังกรเล็กน้อย บางคนเรียกล็อบสเตอร์ เป็นเมนูที่มีในทุกร้านอาหารในไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ ฮิตมาก

ความจริงแล้วมีร้านดังอีกร้านคือ Humarhofnin แต่เราเลือกมาร้านนี้เพราะอยู่ใกล้ที่พักมา คือเดินข้ามถนนก็ถึง และเป็นร้านที่พนักงานที่โฮสเทลแนะนำ ไม่เชื่อคนท้องถิ่นจะเชื่อใครเนอะ ^_^

Pakkhús Restaurant คือร้านที่เรามากินค่ะ จะว่าไปก็จัดเป็นร้านดังนะ เพราะเป็นร้านอาหารอันดับสองจากการจัดอันดับของ tripadvisor ร้านอยู่ติดท่าเรือเลย ร้านอาหารมีสองชั้น ลองกุสทีนเค้าบอกว่าสดมากส่งตรงจากเรือที่จอดอยู่ท่าเรือตรงข้ามร้านเลยนะจ้ะ ตอนเราไปคนเยอะมากกก แต่มีจุดให้นั่งรอ อาหารร้านนี้เน้นวัตถุดิบในละแวกนี้และการปรุงแบบท้องถิ่น มาดูว่าเรากินอะไรกันบ้าง

อาหารเรากินซ้ำๆกันเลยดูเหมือนว่าน้อย แต่จริงๆเราสั่งจานหลักมาคนละจานค่ะ

มาถึงที่แล้วต้องสั่ง langoustine tails (300 g) baked in white wine, cream and herbs ลองกุสทีนอบในซ้อสครีมไวน์ขาว มาพร้อมสลัดและขนมปัง ราคา 6,790 ISK รสจะครีมมี นิดๆ ลองกุสทีนรสเหมือนกุ้งค่ะ โดยรวมแล้วก็อร่อยดี
 

 
มาดูเวอร์ชั่นย่างบ้าง Ovengrilled langoustine tails(300 g) with spiced butter and garlic with langoustine sauce ราคา 6,590 ISK มาพร้อมสลัดและขนมปังเหมือนกัน ส่วนตัวชอบเวอร์ชันนี้เพราะย่างพร้อมกระเทียมและเครื่องเทศแล้วหอมกว่า
 

 
Lamb fillet 4,990 ISK แกะเป็นเมนูเนื้อที่พบได้ในทุกร้านอาหารบ่อยกว่าเนื้ออีก หนึ่งขอบอกว่าร้านนี้ทำแกะได้อร่อยที่สุดในทุกร้านที่เรากินมา เนื้อนุ่ม อร่อย ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย
 

 
Confit of duck leg and slow cooked pork belly 5,190 ISK จานนี้อร่อยมาก อร่อยทั้งขาเป็ดที่เนื้อนุ่ม หนังไม่ได้กรอบมากแต่รสละลุน ส่วนหมูสามชั้นที่ slow cooked มาจนแทบจะละลายในปากเลย ซ้อสเป็นเทริยากิมีรสหวานนิดๆ เครื่องเคียงที่ให้มาบนจานอร่อยทุกอย่างเลย โดยเฉพาะมันฝรั่งลูกเล็กๆ กลมๆนั่น
 

 
Beef rib eye 4,990 ISK จานนี้หนึ่งสั่งมาเอง แปลกใจที่เค้าหั่นเป็นชิ้นๆแบบนี้มาให้เลย และไม่ถามด้วยว่าเอาความสุกแบบไหน แต่รสชาติอร่อยนะคะ
 

 
ค่าเสียหายมื้อนี้ 51,530 ISK สำหรับ 8 คน

โดยรวมแล้วอร่อยค่ะ ชอบ แต่จานที่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่ลองกุสทีนหรือล็อบสเตอร์แต่เป็น จานแกะ ที่ขอบอกว่าเป็นแกะที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยค่ะ กินอิ่มกลับที่พักเพื่อพักผ่อน คืนนี้ไม่มีลุ้นดูแสงเหนือเพราะฝนตกอีกแล้ว น้องในทริปแอบไปคุยกับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาพักที่นี่บอกว่าเค้าเพิ่งเห็นไปแบบเร็วๆ แป้บๆเมื่อวันก่อน ต้องลุ้นกันต่อไปในวันต่อไปซึ่งเราจะขับรถไปทางทิศตะวันออกของประเทศกันค่ะ

 
***สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำรูปภาพหรือข้อความใดๆไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากคุณคิดว่าเนื้อหามีประโยชน์กรุณากดปุ่ม ” share” ท้ายบล็อกหรือ redirect link มาที่เพจนี้***

adrenalinerush
About me

Deeply in love with traveling, cooking and baking. Also love to write and like to share. Join me in traveling and kitchen adventures!

YOU MIGHT ALSO LIKE

เที่ยวไปกินไปใน Iceland day 1; The Golden Circle & Friðheimar
August 07, 2018
Iceland
12 Foods you can’t miss in Iceland
December 08, 2017
15 Facts about Iceland-15 สิ่งควรรู้ก่อนไปเที่ยวไอซ์แลนด์
15 Facts about Iceland-15 สิ่งควรรู้ก่อนไปเที่ยวไอซ์แลนด์
November 17, 2017

1 Comments

FUFY
Reply August 14, 2018

ชอบจังเลย รออ่านตอนต่อไปนะคะ ^_^

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *